กองทุนแนะนำ

K-ATECH

กองทุนหุ้นเทคเอเชีย กองทุนแรกของกสิกรไทย! ให้การลงทุนสุดล้ำเปลี่ยนโลกอนาคต

หุ้นเทคเอเชียพร้อมเขย่าบัลลังก์เทคโลก กับการก้าวสู่อันดับ Top 10

Top 10 หุ้นเทคที่มี Market Cap ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นบริษัทเอเชียถึง 4 บริษัท*

ได้แก่ Tencent Holdings, Alibaba Group, Samsung Electronics และ TSMC ขณะที่อีก 6 บริษัทเป็นของสหรัฐฯ

เอเชียเป็นแหล่งนวัตกรรม ทางเทคโนโลยีของโลกและเป็นผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อมหาศาล

หุ้นเทคเอเชียแปซิฟิคมูลค่าถูกกว่าหุ้นเทคสหรัฐฯและ มีอัตราการเติบโตของกำไรที่สูงกว่า**

ทำไมต้องมีกองทุน K-ATECH ติดพอร์ต

เพราะลงทุนผ่านกองทุนหลัก JPMorgan Pacific Technology - Class C (acc) – USD

ผลงานโดดเด่นติด Top Chart

ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุนหลัก

ตั้งแต่ต้นปี
3.84%
3 เดือน
12.93%
6 เดือน
40.63%
1 ปี
97.46%
3 ปี (ต่อปี)
23.09%
5 ปี (ต่อปี)
28.60%
ตั้งแต่จัดตั้งกองทุน (ต่อปี)
11.77%

หมายเหตุ : ผลการดำเนินงานของกองทุนหลัก JPMorgan Pacific Technology (acc) - USD
ที่มา: Morningstar ณ 28 ก.พ. 64 / กองทุนหลักจัดตั้งเมื่อ 15 ส.ค. 40 / ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้ยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ลงทุนในหุ้นเทคเติบโตสูง
ครอบคลุม 5 ธีมหลัก
ที่เป็นที่ต้องการ ของผู้บริโภคทั่วโลก

ได้แก่ ธุรกิจอีคอมเมิร์ชและสื่อออนไลน์ ธุรกิจเกมออนไลน์ ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์ ธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์มือถือ และธุรกิจหุ่นยนต์อุตสาหกรรม*

ลงทุนในบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ชั้นนำของเอเชีย ที่มีผู้ใช้งานทั่วโลก*

Samsung

Information Technology

Nintendo

Communication Services

Sea

Communication Services

TSMC

Information Technology

Bilibili

Communication Services

ผลการดำเนินงานโดดเด่น

ติดอันดับ 1 ใน 10

จากทั้งหมด 221 กองทุนหุ้นเทคทั่วโลก***

กองทุนหลักเป็นผู้บุกเบิก ที่มองเห็นเทรนด์เทคโนโลยี ก่อนใครในทุกยุคสมัย

นับแต่จัดตั้งกองทุนในปี 1997

ได้คัดสรรหุ้นเทคที่มีความน่าสนใจก่อนที่จะกลายมาเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลก เช่น TSMC, Keyence, Tencent และ Alibaba

เปรียบเทียบกองทุน K-ATECH กับกองทุนอื่นๆ

คำถามที่พบบ่อย

เกี่ยวกับการลงทุนหุ้นเทคโนโลยี

หุ้นเทคโนโลยีเอเชียมีบทบาทสำคัญในตลาดโลก Top 10 อันดับหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกมีบริษัทเอเชียถึง 4 บริษัท ได้แก่ Tencent Holdings, Alibaba Group, Samsung Electronics และ TSMC
(ที่มา JPMorgan Asset Management ธ.ค. 2563)

หุ้นเทคโนโลยีเอเชียชั้นนำคือคู่แข่งของบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ของโลกในหลายกลุ่มธุรกิจ เช่น ธุรกิจเกม Tencent คือคู่แข่งของเทียบกับ EA กลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ช Alibaba เทียบกับ Amazon และกลุ่มผู้ผลิตชิป TSMC เทียบกับ Intel เอเชียมีประชากรที่เก่งเรื่องเทคโนโลยีมีทั้งผู้คิด ผู้ผลิต และค่าจ้างยังถูก จึงเป็นทั้งแหล่งผลิตเทคโนโลยีของโลกและยังเป็นผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อมหาศาล

  • จีน: การเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลางในประเทศซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตในด้าน E-commerce และ Gaming รวมเทคโนโลยี 5G และรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่กำลังเติบโต
  • ญี่ปุ่น: ผู้นำด้านหุ่นยนต์ในอุตสาหกรรม และการเติบโตของธุรกิจเกม
  • เกาหลีใต้: ผู้นำด้านการผลิตชิป โดยครองสัดส่วน 70% ทั่วโลก

การปรับตัวลงในช่วงที่ผ่านมาถือเป็นโอกาสในการทยอยเข้าสะสมสำหรับการลงทุนระยะยาว เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะฟื้นตัวท่ามกลางนโยบายที่ผ่อนคลายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ อีกทั้งสภาพคล่องยังอยู่ในระดับสูง การลงทุนในหุ้นจึงยังเป็นโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะยาว โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคซึ่งปัจจัยพื้นฐานยังไม่ได้เปลี่ยนไป และมีแนวโน้มอัตราการเติบโตสูง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีความพร้อมทั้งด้านนวัตกรรมและและอุปสงค์จากชนชั้นกลางที่เติบโตสูงอย่างเอเชีย

เกี่ยวกับกองทุน K-ATECH

กองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีที่รวมถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สื่อ และการสื่อสาร ซึ่งถ้าแบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรมจะพบว่า กองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่ม IT 55% ซึ่งกระจายการลงทุนในไปใน 3 กลุ่มย่อย (Software & Services, Semiconductor และ Technology Hardware) อีกทั้งยังมีการกระจายไปในกลุ่ม Communication Services และ Consumer Discretionary รวมกัน 33% และยังมีการลงทุนในกลุ่ม Healthcare 8.1%
(Fund Factsheet JPMorgan Pacific Technology ม.ค. 2564)

กองทุนหลักมีสัดส่วนลงทุนในประเทศชั้นนำของเอเชีย ประเทศจีน 54.8% ญี่ปุน 19% ใต้หวัน 9.5% เกาหลี 8.7% สิงคโปร์ 4.6% ออสเตรเลีย 3%
(Fund Factsheet JPMorgan Pacific Technology ม.ค. 2564)

ไม่ซ้ำซ้อน เนื่องจากกองทุนหุ้นเทคโนโลยีส่วนใหญ่จะเข้าไปลงทุนในบริษัทสหรัฐฯหรือบริษัทที่มีรายได้ส่วนใหญ่ในทวีปอเมริกา ซึ่งแตกต่างจากกองทุน K-ATECH ที่เน้นลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สื่อ และการสื่อสารในทวีปเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น

สัดส่วนการถือครองหุ้นของ K-ATECH ที่ทับซ้อนกับ K-CHINA มีประมาณ 25% (ณ 31 ม.ค. 64) โดยหุ้นเทคโนโลยีในจีนถือเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ต้องจับตา เนื่องจากจีนมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการจะเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของโลก จึงไม่แปลกที่จะมีสัดส่วนการลงทุนที่ทับซ้อนกัน แต่อย่างไรก็ตามในอนาคตคาดว่าจะมีหุ้นเทคโนโลยีในประเทศอื่นๆ เช่น อาเซียน อินเดีย นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นส่งผลให้สัดส่วนการมีหุ้นจีนซ้ำซ้อนจะลดลง

นักลงทุนสามารถถือทั้ง 2 กองทุนได้ เนื่องจากแต่ละกองตอบโจทย์ที่แตกต่างกัน

K-ATECH จะตอบโจทย์นักลงทุนที่เชื่อว่าหุ้นเทคโนโลยีในเอเชียจะก้าวขึ้นมาเทียบเคียงกับหุ้นเทคโนโลยีโลก ขณะที่ K-CHINA จะตอบโจทย์นักลงทุนที่เชื่อมั่นในการที่จีนจะก้าวเป็นมหาอำนาจโลก ทั้งในแง่ของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกอย่างยั่งยืนในอนาคต และการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมของโลก ที่จะทำให้หุ้นกลุ่มต่างๆ อาทิ เทคโนโลยี การแพทย์ และการบริโภค จะได้รับอานิสงส์

ในแง่ความเสี่ยงด้านการกระจุกตัว K-ATECH จะกระจายความเสี่ยงผ่านการลงทุนในหลายประเทศทั่วเอเชียแปซิฟิค ขณะที่ K-CHINA จะมีการกระจายการลงทุนในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศจีน

ในอดีต (ก.ค. 2544 – พ.ย. 2561) กองทุนหลักใช้ MSCI AC Asia Pacific IT เป็นดัชนีชี้วัด

ต่อมาในเดือนธ.ค. 2561 MSCI ได้เปลี่ยนการจัดประเภทหุ้นใหม่ โดยนำ Alibaba เข้าไปอยู่ในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (Consumer Discretionary) และ Tencent ย้ายไปอยู่กลุ่มสื่อสาร (Communication Services) ส่งผลให้ดัชนีดังกล่าวไม่สะท้อนภาพที่แท้จริงของกลุ่มเทคโนโลยี

ณ 28 ก.พ. 2564 TSMC และ Samsung (ซึ่งเป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ Semiconductor) มีน้ำหนักรวมกันถึงเกือบ 40% ของดัชนี (MSCI AC Asia Pacific IT Fund Fact Sheet) ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการลงทุนของกองทุนรวมที่ไม่อนุญาตให้ลงทุนในหลักทรัพย์ใดหลักทรัพย์หนึ่งเกิน10%

เนื่องจาก K-ATECH ลงทุนใน Share Class ที่เพิ่งมีการจัดตั้งสำหรับนักลงทุนสถาบันขึ้นมาใหม่ ทำให้ไม่มีข้อมูลผลการดำเนินงานย้อนหลัง จึงแนะนำให้ใช้ Share Class (acc) - USD ซึ่งเป็น Class ที่มีผลการดำเนินงานยาวที่สุดจัดตั้ง 15 สิงหาคม 1997

https://finance.yahoo.com/quote/HK0000055761.HK/
https://am.jpmorgan.com/hk/en/asset-management/per/products/jpmorgan-pacific-technology-acc-usd-hk0000055761

ควรถืออย่างน้อย 5 ปี โดยไม่ควรลงทุนเพื่อเน้นทำกำไรระยะสั้น เนื่องจากกองทุนมีความผันผวนสูงจากการลงทุนหุ้นเพียง 30-40 ตัว

ไม่ควร เนื่องจากมีผู้จัดการกองทุนหลักคอยปรับสัดส่วนและดูแลพอร์ตการลงทุนอย่างใกล้ชิดเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การลงทุนในทุกขณะ อีกทั้งการลงทุนในกองทุนประเภท Active สามารถสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกได้แม้ว่าภาพรวมตลาดการลงทุนจะไม่สดใสก็ตาม

ผู้จัดการกองทุนหลักจะทำหน้าที่ติดตาม ซื้อขายหุ้นในพอร์ตการลงทุน
ผู้จัดการกองทุน KAsset จะทำการป้องกันความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน และส่งคำสั่งซื้อขายหน่วยลงทุนไปที่ต่างประเทศ

เกี่ยวกับการเริ่มต้นลงทุน

สามารถเปิดบัญชีกองทุนรวมได้เองทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องไปสาขา โดยเตรียมเลขที่บัญชีออมทรัพย์ และข้อมูลตามบัตรประชาชนให้เรียบร้อย

  • หากมีบัญชีออมทรัพย์ KBank และมีแอป K PLUS แล้ว กดเปิดบัญชีผ่านเมนู “ลงทุน” ได้เลย
  • หากมีบัญชีออมทรัพย์ SCB, KTB เลือกเปิดบัญชีกองทุนผ่าน K-My Funds

สำหรับผู้ที่มีบัญชีกองทุนรวมอยู่แล้ว กดซื้อได้เลยง่ายๆ ผ่านแอป K PLUS หรือ K-My Funds และช่องทางออนไลน์ที่ K-Cyber Invest หรือที่ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขา

*ที่มา JPMorgan Asset Management ธ.ค. 63
**มูลค่าเปรียบเทียบจาก P/B Ratio และเป็นการเทียบระหว่าง ดัชนี MSCI AC APAC IT กับ ดัชนี Russell 1000 Technology (ที่มา JPMorgan Asset Management ธ.ค. 63)
***เทียบในกลุ่ม Morningstar EAA OE Sector Equity Technology ผลตอบแทน 1 ปีย้อนหลัง ณ 28 ก.พ. 64

ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้ยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต / K-ATECH, K-CHANGE-A(A) และ K-CHINA-A(D) ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6 / K-CHANGE-A(A) และ K-CHINA-A(D) ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 75% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างประเทศ K-ATECH ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ / K-ATECH ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศจึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก / ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน / สนใจลงทุนและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขา