12/11/2025

Fed ลดดอกเบี้ย 0.25% ตามคาด แต่เสียงในที่ประชุมแตก

คณะกรรมการ FOMC มีมติ 9 ต่อ 3 เสียง ลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.50-3.75% ตามคาดการณ์ตลาด โดยมีกรรมการ 2 เสียงให้คงดอกเบี้ยตามเดิม และอีก 1 เสียงเสนอให้ลดดอกเบี้ย 0.50% ถือเป็นครั้งที่คณะกรรมการมีความเห็นแตกต่างกันมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ย. 2019

การปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้ เนื่องมาจากข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดสะท้อนว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีการขยายตัวปานกลาง ขณะที่การจ้างงานชะลอตัวลง และอัตราว่างงานปรับตัวขึ้นเล็กน้อยจนถึงเดือน ก.ย. 

ด้านเงินเฟ้อได้ปรับตัวสูงขึ้นนับตั้งแต่ช่วงต้นปีและยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้ Fed ยังคงจับตาความเสี่ยงต่อ Dual Mandate ทั้งการจ้างงานเต็มศักยภาพและการนำเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2%

การคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot)
• ปี 2026: คาดว่าจะปรับลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง (0.25%)
• ปี 2027: คาดว่าจะปรับลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง (0.25%)

การคาดการณ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปี 2025–2028
GDP: ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโต สู่ระดับ1.7%, 2.3%, 2.0% และ 1.9% ตามลำดับ (จากเดิม 1.6%, 1.8%, 1.9% และ 1.8%) ขณะที่ระยะยาวคงไว้ที่ 1.8%

อัตราว่างงาน: ปรับคาดการณ์เป็น 4.5%, 4.4%, 4.2% และ 4.2% ตามลำดับ (จากเดิม4.5%, 4.4%, 4.3% และ4.2%) ขณะที่ระยะยาวคงไว้ที่ 4.2%

Core PCE (เงินเฟ้อพื้นฐาน): ปรับคาดการณ์เป็น 3.0%, 2.5%, 2.1% และ 2.0% ตามลำดับ (จากเดิม 3.1%, 2.6%, 2.1% และ 2.0%)

มุมมองการลงทุน
การประชุมครั้งนี้สะท้อนว่า Fed ใช้นโยบายการเงินเพื่อประคองเศรษฐกิจให้สมดุลระหว่างเงินเฟ้อและการจ้างงาน พร้อมลดความเสี่ยงเชิงระบบ เช่น ความเสี่ยงที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น (Tilted to the upside) ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากมาตรการภาษี (Tariffs) และความเสี่ยงด้านการจ้างงาน

เนื่องจากตลาดแรงงานกำลัง "ค่อยๆ ชะลอตัวลง" โดยอัตราการว่างงานปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 4.4% พาวเวลล์ระบุว่า ข้อมูลจ้างงานอย่างเป็นทางการอาจประเมินสูงเกินจริงประมาณ 60,000 ตำแหน่งต่อเดือนจากปัญหาการวัดผล

ประเด็นเศรษฐกิจสำคัญ
• เงินเฟ้อและภาษี: อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่สูงเล็กน้อย โดย Core PCE ล่าสุดอยู่ที่ 2.8% การเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากเงินเฟ้อสินค้า ซึ่งได้รับผลจาก Tariffs ขณะที่เงินเฟ้อบริการยังชะลอลงต่อเนื่อง (Disinflation)
• ผลกระทบจากภาษี: Fed มองว่าผลกระทบจากภาษีเป็น "การเปลี่ยนแปลงระดับราคาเพียงครั้งเดียว" มากกว่าที่จะเป็นปัญหาเงินเฟ้อ หากไม่มีมาตรการภาษีใหม่ เงินเฟ้อสินค้าคาดว่าจะขึ้นสูงสุดในไตรมาส 1 ปีหน้า ก่อนจะเริ่มชะลอลง

แนวทางนโยบายในอนาคต และผลกระทบต่อการลงทุน
นโยบายการเงินเป็นกลาง (Neutral): Fedพยายามไม่กระตุ้น แต่ก็ไม่จำกัดการเติบโตของเศรษฐกิจ เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน

กลยุทธ์ Wait and See: เนื่องจากนโยบายค่อย ๆ เข้าใกล้จุด Neutral rate แล้ว Fed จึงรู้สึกว่าอยู่ในจุดที่ "พร้อม" ที่จะชะลอการตัดสินใจ และรอดูข้อมูลเศรษฐกิจในปี 2026 แล้วค่อยตัดสินใจ ทำให้ตลาดเริ่มปรับคาดการณ์ว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยน้อยกว่าที่ตลาดคาด

ความเห็นที่แตกต่างในคณะกรรมการ: การตัดสินใจลดดอกเบี้ยที่ไม่ได้เป็นเอกฉันท์ครั้งนี้ ทำให้ตลาดจับตาความเป็นอิสระด้านนโยบายในปีหน้าหลังประธาน Fed หมดวาระเดือน พ.ค. 2026

ภาพรวมเศรษฐกิจ: เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังเป็นภาพที่ชะลอตัว แต่ไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย ตลาดแรงงานชะลอลงแต่ยังไม่เป็นความเสี่ยงรุนแรง วัฏจักรลดดอกเบี้ยยังเอื้อต่อการลงทุนในหุ้นและพันธบัตร จึงยังแนะนำทยอยสะสม​

คำเเนะนำการลงทุน 
KAsset แนะนำให้จัดพอร์ตแบบกระจายความเสี่ยง เพื่อลดความผันผวนของตลาด

ทางเลือกที่ 1: ไม่ต้องปรับพอร์ตเอง เลือกกองทุนผสม 1 กองทุน
• K-WPBALANCED / K-WPSPEEDUP / K-WPULTIMATE กองทุนผสม กระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก พร้อมปรับกลยุทธ์อย่างคล่องตัว

ทางเลือกที่ 2: ปรับสัดส่วนหุ้น–ตราสารหนี้ ด้วยตัวเอง
• K-GSELECT กองทุนหุ้นโลก ที่ออกแบบพอร์ตมาให้รองรับทุกสภาวะตลาด ไม่ว่าจะอยู่ในวัฏจักรหุ้น Growth หรือ Value
• K-GDBOND กระจายการลงทุนในตราสารหนี้หลายประเภททั่วโลก ปรับพอร์ตได้อย่างยืดหยุ่นตามสภาวะตลาด

ที่มา: KAsset Investment Strategy บลจ.กสิกรไทย ​

ข้อมูล ณ วันที่ 11 ธันวาคม 2025

ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน​



Yes
12/11/2025
0
situation