
ปธน.ทรัมป์ ประกาศจะเรียกเก็บภาษี 8 ประเทศพันธมิตรในยุโรป
• เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2026 ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ มีการโพสต์ใน Truth Social ว่าจะมีการเพิ่มอัตราภาษีนำเข้า(Imported Tariff) ต่อ 8 ประเทศพันธมิตรในยุโรป ได้แก่ เดนมาร์ก, นอร์เวย์, สวีเดน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, สหราชอาณาจักร, เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ จากประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับเกาะ Greenland
• โดยจะเป็นการประกาศเก็บภาษีการค้าส่วนเพิ่มขึ้นอีก 10% ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เพื่อกดดันให้มีการเจรจาขายเกาะ Greenland และหากยังไม่มีการตกลงภายในวันที่ 1 มิถุนายน ส่วนเพิ่มจะปรับเป็น 25% ทำให้อัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯจากสหภาพยุโรปนั้นเพิ่มจากระดับที่มีการเจรจาก่อนหน้าที่ 15% เป็น 25% และ 40% ตามลำดับ
KAsset มองเป็น 'ความเสี่ยงระยะสั้น'
เรามองว่าการกดดันด้วยมาตรการภาษีทางการค้านั้นเป็นเพียงความเสี่ยงระยะสั้น เนื่องจากยุโรปยังคงมีสถานะเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของสหรัฐฯ โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2025 สัดส่วนสินค้านำเข้าสหรัฐฯจากยุโรปนั้นคิดเป็นสัดส่วนถึง 25.1% ทำให้การขึ้นอัตราภาษีในระดับสูงมีโอกาสทำให้ราคาสินค้าในสหรัฐฯ นั้นปรับตัวสูงขึ้นและจะไม่เป็นผลดีต่อการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Election) ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2026
นอกจากนี้ หากมาตรการภาษีถูกบังคับใช้จริง สหภาพยุโรปอาจจะมีการใช้มาตราการ ACI (Anti Coercion Instrument) ในการตอบโต้กลับ โดยนอกจากในส่วนของการระงับสิทธิการลงทุน และการจำกัดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และอาจจะยังรวมไปถึงในส่วนของ Digital Tax ซึ่งจะสร้างผลเสียหายต่อเศรษฐกิจทั้งสองฝ่าย
KAsset จึงมีมุมมองว่า การประกาศอัตราภาษีข้างต้นเป็นไปเพื่อการเจรจาเพื่อเพิ่มอิทธิพลบนเกาะ Greenland เป็นหลัก โอกาสที่เกาะ Greenland จะถูกขายนั้นมีโอกาสที่ต่ำเนื่องจากขัดต่อพระราชบัญญัติปกครองตนเองของ Greenland และรัฐธรรมนูญของเดนมาร์ก
อีกทั้งยังขัดต่อเจตจำนงของชาว Greenland ที่ยังคงอยากอยู่ภายใต้การปกครองของเดนมาร์ก อย่างไรก็ตาม มีโอกาสที่ผลการเจรจาจะทำให้สหรัฐฯ จะได้สิทธิพิเศษทางการทหารเพิ่มขึ้น รวมไปถึงโอกาสในการได้สัมปทานขุดเจาะแร่หายากบนเกาะ Greenland
ผลกระทบต่อการลงทุน : เรายังคงมีมุมมองเป็นกลาง ต่อการลงทุนในยุโรป
ในระยะสั้นกลุ่มที่มีสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐฯ สูง เช่น เวชภัณฑ์ มีโอกาสได้รับแรงกดดันจากประเด็นภาษี อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีข้างต้นสร้างความตื่นตัวให้ประเทศในยุโรปต้องให้ความสำคัญในการพึ่งพาตัวเองมากขึ้น
เราจึงมองว่า ในระยะกลางถึงยาว กลุ่มที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจะเป็นกลุ่ม Industrial ที่มีกลุ่ม Defense เป็นองค์ประกอบ ซึ่งเป็นกลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากการเพิ่มความมั่นคงทางการทหาร และ กลุ่ม Utility ที่ทางภาครัฐมีโอกาสเพิ่มความสำคัญในความมั่นคงด้านพลังงานเช่นกัน
ส่วนกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์ทางอ้อม จะเป็นกลุ่มธนาคาร เนื่องจากหากรัฐบาลยุโรปเพิ่มเงินลงทุนมากขึ้น ย่อมทำให้มีอุปทานของพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้นตาม ส่งผลต่อเนื่องให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น และเปิดโอกาสให้ธนาคารในยุโรปนั้นสามารถการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยปล่อยกู้ได้ ในขณะที่ต้นทุนเงินฝากนั้นยังคงที่จากแนวโน้มการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ECB ซึ่งทั้งหมดจะเป็นผลดีต่อส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ของธนาคาร
คำเเนะนำการลงทุน แนะนำให้ทยอยสะสม K-WealthPLUS Series กองทุนผสมที่มีการกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม จากการร่วมมือของผู้จัดการกองทุน KAsset และ JPMAM ที่จะคอยปรับน้ำหนักการลงทุนให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลา
หากต้องการลงทุนในหุ้นยุโรป
สามารถลงทุนใน K-EUX กองทุน Passive Fund อ้างอิงดัชนี Euro STOXX 50 ที่เน้นการลงทุนในบริษัทจดทะเบียนในยุโรปคุณภาพขนาดใหญ่ 50 บริษัท โดยมีสัดส่วนการลงทุนในกลุ่ม Industrial, Utility และ Banking คิดเป็นสัดส่วน 39% ของการลงทุน (ณ 31 ธันวาคม 2025)
ที่มา: KAsset Investment Strategy บลจ.กสิกรไทย
ข้อมูล ณ วันที่ 18 มกราคม 2026
ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน