
ตลาดหุ้นอินเดียปรับตัวลงสวนทางภูมิภาคอื่นตั้งแต่ต้นปี ... KAsset มองอย่างไร?
ตั้งแต่ต้นปีถึง 27 ม.ค. ตลาดหุ้นอินเดียปรับตัวลงกว่า 4% สวนทางภูมิภาคอื่น แรงกดดันหลักมาจาก
1. กำไรบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 3 ต่ำกว่าคาด
กำไรบริษัทจดทะเบียนของไตรมาส 3 ที่เริ่มประกาศออกมาราว 20% ของบริษัททั้งหมด (ต.ค - ธ.ค 2025) เริ่มเห็นผลประกอบการต่ำกว่าคาดราว 6% เเละเริ่มเห็นการปรับประมาณการ EPS 2026 ลงเล็กน้อย
EPS growth ของดัชนี MSCI India ลดลงมาเหลือ 7.5% ซึ่งเป็นสัญญาณชะลอตัวลงจากเดิม ด้าน Valuation ปัจจุบัน ซื้อขายที่ P/E 21x เทียบกับการเติบโตที่ชะลอตัวลง จึงทำให้ความน่าสนใจลดลง
2. ความไม่แน่นอนการเจรจาการภาษีค้ากับสหรัฐฯ
ล่าสุดอินเดียปิดดีลการค้าเสรีกับยุโรปในรอบ 20 ปี โดยอินเดียจะมีการปรับลด tariff สำหรับสินค้า 96.6% ที่นำเข้าจากยุโรป นอกจากนี้ จะมีเเผนที่จะปรับ tariff สำหรับการนำเข้ารถยนต์จากทางยุโรปจาก 110% เหลือต่ำสุดที่ 10% ซึ่งในระยะกลางจะเป็นบวกกับทั้งอินเดียเเละยุโรป
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอินเดียมีการนำเข้ารถยนต์จากสหรัฐฯ เป็นอันดับ 1 การปิดดีลกับยุโรปมีโอกาสทำให้รถยนต์ที่นำเข้าจากสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบจากยอดนำเข้ารถยนต์ของทางยุโรปที่สูงขึ้น และอาจมีผลทำให้การได้ข้อสรุปภาษีการค้ากับทางสหรัฐฯ ล่าช้าออกไป รวมถึงอาจเพิ่มความไม่เเน่นอนทางด้าน geopolitics กับสหรัฐฯ
3. ค่าเงินรูปีอ่อนค่าต่อเนื่อง
ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ค่าเงินรูปีอ่อนค่าต่อเนื่อง จาก Fund Flow ต่างชาติที่ไหลออกราว 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ถูกกดดันจากการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯที่ยังไม่ได้ข้อสรุป โดยปัจจุบัน effective tax rate อยู่ที่ 37.2% ในขณะที่ประเทศอื่นในเอเชียส่วนใหญ่ได้ข้อสรุปตั้งเเต่ปี 2025 ในระยะสั้นการอ่อนค่าของรูปีน่าจะยังกดดันผลตอบเเทนจากการลงทุน
4. สถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์
ปัจจุบัน พบเชื้อในรัฐเวสต์เบงกอล 2 ราย เป็นบุคลากรทางการเเพทย์ ส่วน 3 รายไม่เข้าข่าย เเม้ว่าความรุนเเรงของโรคจะสูงกว่าโควิด แต่การเเพร่ระบาดจำกัดกว่ามาก ปัจจุบันในอินเดียพบเฉพาะกับคนที่มีการสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลังของผู้ป่วย แต่ยังไม่พบการเเพร่ระบาดในวงกว้างจากการหายใจเเบบโควิด
เราจึงมองว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะจำกัด อย่างไรก็ตาม อาจกดดัน sentiment การลงทุนระยะสั้น จนกว่าจะมีวัคซีนที่ใช้รักษาได้ เเละมีตัวเลขที่ชัดเจนมากขึ้นว่าในหลายประเทศมีการเเพร่กระจายอยู่ในวงจำกัด
มุมมองการลงทุน ในระยะสั้น เราปรับมุมมองจาก "ค่อนข้างเป็นบวก" (slightly positive) เป็น "ปานกลาง" (neutral) โดยพิจารณาจากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสนิปาห์ที่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ การที่เงินลงทุนส่วนใหญ่ยังคงไหลเข้าสู่กลุ่มประเทศที่ได้รับประโยชน์จากกระแส AI เป็นหลัก ทำให้หุ้นอินเดียมีความน่าสนใจน้อยลงในเชิงเปรียบเทียบ
คำแนะนำการลงทุน
สำหรับช่วงเวลานี้ แนะนำให้ "รอติดตามสถานการณ์" (wait-and-see)
โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์ รวมถึงการประกาศผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่จะทยอยออกมา ความคืบหน้าของข้อตกลงทางการค้าระหว่างอินเดียกับสหรัฐฯ และการคลี่คลายความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์โรคระบาด ซึ่งจะเป็นจังหวะที่เหมาะสมสำหรับการพิจารณาลงทุนในระยะถัดไป
ที่มา: KAsset Investment Strategy บลจ.กสิกรไทย
ข้อมูล ณ วันที่ 28 มกราคม 2026
ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน