2/11/2026

ทางเลือกใหม่ฝ่าตลาด “Low Growth” เปิดโอกาสลงทุน “Private Equity” ในไทย​

โลกการลงทุนไม่ได้จำกัดแค่เพียง “สินทรัพย์ในตลาด” (Public Asset) เท่านั้น ยังมีโอกาสการลงทุนที่เป็น “สินทรัพย์นอกตลาด” (Private Asset) ด้วยเช่นกัน และเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่น่าสนใจ ช่วยกระจายความเสี่ยงให้พอร์ต และเพิ่มโอกาสในการรับผลตอบแทนที่ดีกว่าอีกด้วย

ในประเทศไทยเองก็เช่นกัน นอกจากการลงทุนใน “หุ้นไทย” ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แล้ว ยังมี “หุ้นไทยนอกตลาด” (Private Equity) ที่มีศักยภาพการเติบโตที่โดดเด่นน่าสนใจให้ลงทุนอีกมากมาย เป็นหนึ่งใน “สินทรัพย์ทางเลือก” (Alternative Assets) ที่เข้ามาตอบโจทย์ในช่วงที่ “ตลาดหุ้นไทย” กำลังอยู่ในภาวะ “Low Growth" ได้เป็นอย่างดี เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ “แตกต่าง”

ซึ่งจำเป็นต้องได้ “มืออาชีพ” ที่มีความถนัดในการคัดสรรสินทรัพย์เหล่านี้เพื่อลงทุนเป็นพิเศษ เพราะแนวคิดและกระบวนการลงทุนจะแตกต่างจากการลงทุนใน “สินทรัพย์ในตลาด” อย่างสิ้นเชิง 

แต่ถ้าค้นพบและลงทุนได้ถูกต้อง ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในตลาดค่อนข้างมากเลยทีเดียว​​
โอกาสลงทุน Private Equity ในไทย เน้นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเติบโตและกระจายบางส่วนไปอาเซียน.pngวันนี้ โอกาสนั้นมาถึงแล้ว เมื่อ “บลจ.กสิกรไทย” จับมือกับพันธมิตรอย่าง “10Bridge Capital” เปิดตัว “K-THAPE26A-UI: กองทุนเปิดเค Thai and ASEAN PE 26A ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย” ที่โฟกัสการลงทุนใน “Private Equity” ในไทยในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการเติบโต ที่จะเปิดเสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 2 – 20 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้น 500,000 บาท เท่านั้น

“หุ้นไทยนอกตลาด” ทางเลือกที่น่าสนใจ และตอบโจทย์...ฝ่า “ตลาดหุ้นไทย” Low Growth

ในขณะที่ “ตลาดหุ้นไทย” ถูกมองเป็นตลาด “Low Growth” แม้จะมีจุดเด่นในเรื่องของ “อัตราเงินปันผลสูง” ก็ตาม หนึ่งในทางเลือกที่เข้ามาตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี ก็คือ การลงทุนใน “หุ้นไทยนอกตลาด” (Private Equity) นั่นเอง ซึ่งเป็นแหล่งของ “ผลตอบแทนเกินตลาด” (Alpha) ที่อาจหาไม่ได้ในตลาดหุ้นไทย 

สรุป 4 เหตุผลที่ทำให้การลงทุนใน “หุ้นไทยนอกตลาด” มีความน่าสนใจ ประกอบด้วย
1) การระดมทุนผ่านหุ้นไทยนอกตลาดยังมีสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับภูมิภาคอาเซียน สะท้อนถึงโอกาสการระดมทุนผ่าน “หุ้นนอกตลาด” ที่ยังเติบโตได้อีกมาก
2) “ตลาดหุ้นนอกตลาดในไทย” ยังอยู่ในระยะพัฒนาและมีผู้เล่นน้อยราย ทำให้การประเมินมูลค่ากิจการช่วงเข้าลงทุนสะท้อนข้อจำกัดของตลาด ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้มูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อบริษัทเติบโต โดยขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานในอนาคต
3) การบริโภคภาคครัวเรือน การผลิต รวมถึงการฟื้นตัวของการภาคการท่องเที่ยวในไทยยังหนุนให้อุตสาหกรรมหลักมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง
4) บริษัทไทยหลายบริษัทมีศักยภาพในการแข่งขันระดับภูมิภาค ซึ่งช่วยเปิดโอกาสการเติบโตของเงินลงทุนระยะยาว


K-THAPE26A-UI เปิดโอกาสลงทุน “Private Equity” ในไทย...เพิ่มโอกาสผลตอบแทนสูง

“K-THAPE26A-UI: กองทุนเปิดเค Thai and ASEAN PE 26A ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย” จึงเป็นทางเลือกที่แตกต่างและตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี ในการเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยได้มีโอกาสลงทุนใน “Private Equity” ในไทยที่มีศักยภาพในการเติบโต

โดยกองทุน “K-THAPE26A-UI” จะนำเงินไปลงทุนผ่านกองทุนหลัก “10 Bridge Capital Fund IV L.P.” ที่มีจุดเด่นเน้นลงทุนใน “หุ้นนอกตลาด” (Private Equity) ของบริษัทต่างๆ ในประเทศไทยหรือมีการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย และอาจขยายการลงทุนเข้าซื้อกิจการในประเทศสมาชิกอาเซียน โดยกองทุนหลักมีมูลค่าขั้นต่ำในการลงทุน 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

โดยกองทุน “K-THAPE26A-UI” มีอายุกองทุน 8 ปี 8 เดือน สามารถลงทุนได้ครั้งเดียวในช่วงเสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 2 – 20 ก.พ. 2569 นี้เท่านั้น

เปิด 4 จุดเด่น “กองทุนหลัก” เบื้องหลังการสร้าง “ผลตอบแทนเหนือตลาด”...ฝีมือบริหารของ “10Bridge Capital”

สำหรับ “10Bridge Capital” ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนหลักนั้น เป็นบริษัทบริหารจัดการการลงทุนใน “สินทรัพย์นอกตลาด” (Private Equity Firm) สัญชาติไทยที่มีความโดดเด่นในระดับภูมิภาคอาเซียน ปัจจุบันมีสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) 360 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

จุดเด่นสำคัญ 4 ข้อของ “กองทุนหลัก” Invest in Local Champions, Build Regional Leaders

1) ลงทุน “หุ้นนอกตลาด” (Private Equity) เน้นบริษัทที่ทำธุรกิจในไทยและในอาเซียนบางส่วน

2) เน้นการลงทุนแบบ “เข้าซื้อกิจการ” (Buyout) เพื่อควบคุมทิศทางการบริหารช่วยกำหนดทิศทางของบริษัทที่ไปลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมการลงทุนแบบเน้น “การเติบโต” (Growth Capital) โดยลงทุนในบริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง 

3) กระจายลงทุนใน 6 กลุ่มอุตสาหกรรมที่สำคัญต่อประเทศไทย รวมถึงมีโอกาสเติบโตในอนาคต ได้แก่ 
- Specialty Manufacturing: การผลิตสินค้าเฉพาะทาง
- F&B and Hospitality: อาหาร เครื่องดื่ม และการท่องเที่ยว
- Healthcare & Pharma: สุขภาพและเวชภัณฑ์
- Consumer & Retail: สินค้าอุปโภคบริโภคและค้าปลีก
- Education: ธุรกิจการศึกษา
- SaaS & Business Services: บริการทางธุรกิจและซอฟต์แวร์

“ตัวอย่างหุ้นที่ลงทุน ได้แก่  CCE Group, Bio-Active, Nara Thai Cuisine, Dr.Jill และ GOCO Hospitality เป็นต้น”

4) ใช้กลยุทธ์ “Hands-on” ที่ส่งทีมงานผู้เชี่ยวชาญเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการบริษัทให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควบคู่กับกลยุทธ์ “Bolt-On” คือ การลงทุนในบริษัทอื่นเพิ่มเติมจากบริษัทหลักที่ลงทุนอยู่แล้ว โดยบริษัทที่ลงทุนเพิ่มจะมีธุรกิจที่ใกล้เคียงกันหรือสามารถเสริมธุรกิจเดิมของบริษัทที่ลงทุนอยู่แล้วได้ เพื่อขยายตลาดและเสริมความแข็งแกร่งให้กับบริษัทที่ลงทุนนั่นเอง

“ทั้งนี้ กองทุนหลักจะเน้นลงทุนใน ‘Private Equity’ ไทยไม่ต่ำกว่า 70% ของ Capital Commitment ทั้งหมดของกองทุน ที่เหลืออีก 30% สามารถลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยในต่างประเทศ เช่น ภูมิภาคอาเซียน โดยจะมีการลงทุนด้วยการ ‘ถือหุ้นใหญ่’ (Buyout) เป็นหลัก 60 – 70% ที่เหลือเป็นการลงทุนแบบถือหุ้นส่วนน้อยในบริษัทที่โตเร็ว (Growth) เป็นสำคัญ”

สำหรับใครที่กำลังมองหาโอกาสการลงทุนใน “หุ้นไทย” ที่มีศักยภาพในการเติบโต รับความเสี่ยงได้สูง เชื่อว่ากองทุน “K-THAPE26A-UI” ที่เน้นลงทุนใน “หุ้นไทยนอกตลาด” (Private Equity) ด้วยฝีมือการบริหารของ “10Bridge Capital” ที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจนี้โดยตรง จะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์การสร้างความมั่งคั่งระยะยาวให้ได้เป็นอย่างดี

สามารถศึกษาข้อมูลกองทุน “K-THAPE26A-UI” เพิ่มเติมได้ที่ www.kasikornasset.com

กองทุนใหม่ K-THAPE26A-UI 
นโยบายลงทุนในกองทุนหลัก 10 Bridge Capital Fund IV L.P. เปิดโอกาสลงทุนใน Private Equity ในไทย และกระจายบางส่วนไปยังภูมิภาคอาเซียน โดยกระจายลงทุนในหลายอุตสาหกรรม ด้วยมืออาชีพที่มีความถนัดในการคัดสรรสินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโตในอนาคต

- เสนอขายครั้งแรก ระหว่างวันที่ 2 - 20 กุมภาพันธ์ 2569
- เริ่มต้นลงทุน 500,000 บาท
- รายละเอียดเพิ่มเติม >>Details<<


คำเตือน : กองทุนมีความเสี่ยงระดับ 8+ (เสี่ยงสูงมาก) กองทุนมีความเสี่ยงจากการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาด และผู้ลงทุนไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนก่อนครบกำหนดอายุที่ประมาณ 8 ปี 8 เดือนได้ ซึ่งกองทุนอาจไม่สามารถขายสินทรัพย์ได้ในราคาและ/หรือเวลาที่ต้องการ จึงจัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน สำหรับผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษเท่านั้น
ผู้ที่สนใจสามารถขอรับข้อมูลเพิ่มเติมและหนังสือชี้ชวนได้ที่ Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย และผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุน หรือติดต่อ บลจ.กสิกรไทย โทร. 02-673-3888 

ที่มา: บลจ.กสิกรไทย 

ข้อมูล ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569


Yes
2/11/2026
0
situation