2/17/2026

คาดเศรษฐกิจไทยโตเกินคาด จากนโยบายรัฐบาลใหม่จะผลักดันให้ GDP ขยายตัว​​

เศรษฐกิจไทยปี 2025 โตดีกว่าคาดมาก จับตานโยบายรัฐบาลใหม่
GDP ไทยไตรมาส 4/2025 ขยายตัว 1.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีก่อน ทำให้ทั้งปี 2025 GDP ขยายตัว 2.5% สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 1.3% แรงขับเคลื่อนหลักในไตรมาสนี้มาจากการลงทุนภาครัฐ โดยการลงทุนขยายตัว 8.1% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2016

ส่วนการบริโภคภาคเอกชนปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งที่ 3.3% ได้รับแรงหนุนจากโครงการ “คนละครึ่ง” ของภาครัฐในช่วงสองเดือนสุดท้ายของไตรมาส ด้านการส่งออกสินค้าชะลอตัวต่อเนื่อง ขณะที่การนำเข้าก็ปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน ทำให้ภาคการค้าโดยรวมมีส่วนฉุดการเติบโตสุทธิ (Net negative contribution)

ทั้งนี้ สำหรับแนวโน้มปี 2026 สภาพัฒน์ฯ ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตเป็น 2.0% (1.5-2.5%) แม้ยังมีความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก การค้า และค่าเงินบาท แต่หากรัฐบาลสามารถรักษาแรงขับเคลื่อนจากการบริโภค การลงทุน และบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เศรษฐกิจไทยยังมีศักยภาพขยายตัวต่อเนื่องได้

มุมมองการลงทุน
เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2025 ที่ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด และสภาพัฒน์ฯ มีการปรับประมาณการเศรษฐกิจปี 2026 ขึ้น นับเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย โดยเรามองว่าการเติบโตของ GDP น่าจะยังอยู่ในระดับราว 1.0% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เนื่องจากฐานที่สูงจากการเร่งส่งออกในไตรมาส 1-2 ปีก่อน และคาดว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถเข้าบริหารประเทศได้อย่างเป็นทางการในเดือนมิ.ย. ก่อนที่ GDP จะเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

ทั้งนี้ ด้านกรอบวงเงินงบประมาณปี 2027 (เริ่มใช้เดือนต.ค. 2026) โดยรวมน่าจะคงเดิมที่ 3.788 ล้านล้านบาท และมีผลบังคับใช้ล่าช้ากว่าปกติเป็นเดือนธ.ค. แต่ตลาดค่อนข้างรับรู้ประเด็นนี้ไปแล้ว และรายละเอียดงบประมาณ โดยเฉพาะงบประมาณที่เกี่ยวกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามนโยบายของรัฐบาลใหม่ ซึ่งหากมีการใช้งบประมาณเพื่อการลงทุน หรือกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมก็จะเป็นปัจจัยหนุนเศรษฐกิจได้

สำหรับดอกเบี้ยนโยบาย จากภาพเศรษฐกิจที่ออกมาดีกว่าคาด ทำให้ตลาดมองโอกาสการลดดอกเบี้ยน้อยลง และเราคาดว่ากนง. จะคงดอกเบี้ยไว้ในการประชุมวันที่ 25 ก.พ. นี้ แต่ทั้งปี 2026 ยังมองว่ามีโอกาสที่กนง. จะลดดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้งลงมาเป็น 1.0%

ในส่วนของ SET Index จากการปรับขึ้นของดัชนีหลังตอบรับข่าวการเลือกตั้งไปแล้วนั้น ทำให้ Valuation ปัจจุบัน forward P/E ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 15 เท่า ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2010 ที่ 15.6 เท่า ขณะที่ การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 6-7% ยังต่ำกว่าตลาดหุ้นโลกที่น่าจะอยู่ในระดับเลขสองหลัก (Double Digit)

ดังนั้น ในระยะถัดไปการเคลื่อนไหวของดัชนีจะขึ้นกับความต่อเนื่องของกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) หลังจากที่เข้าไทยมาแล้ว 4.6 หมื่นล้านบาท (ตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 13 ก.พ.) โดยต้องติดตามโอกาสการปรับ GDP ขึ้นช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งจะนำไปสู่การปรับขึ้นของกำไรบริษัทจดทะเบียนปีนี้ขึ้นได้ และนโยบายของรัฐบาลใหม่ในระยะกลาง ถ้ามีนโยบายการปฏิรูปรวมถึงการดึง S-Curve การลงทุนใหม่ ๆ จะเป็นส่วนช่วยสนับสนุนให้ SET Index ถูกปรับ re-rate ขึ้นได้ในระยะถัดไป

กองทุนแนะนำ
สำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ K-VALUE ถือเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ ทั้งในแง่ของการสร้างกระแสเงินสดระหว่างทาง และโอกาสในการรับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว ทั้งนี้ K-VALUE กองทุนหุ้นไทย เน้นลงทุนในหุ้นที่จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด (Morningstar 5 ดาว ณ 31 ม.ค. 2026)​ โดยสามารถเลือกลงทุนได้ 2 แบบ

𝐊-𝐕𝐀𝐋𝐔𝐄-𝐀(𝐀) ชนิดสะสมมูลค่า : เหมาะสำหรับคนที่อยากให้เงินปันผลเติบโตต่อเนื่อง 
𝐊-𝐕𝐀𝐋𝐔𝐄-𝐀(𝐃) ชนิดจ่ายเงินปันผล​ : เหมาะสำหรับคนที่อยากได้รายรับระหว่างทาง 

ที่มา: KAsset Investment Strategy บลจ.กสิกรไทย 

ข้อมูล ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2026

ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้ยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต / ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน​

Yes
2/17/2026
0
situation