3/4/2026

ตลาดหุ้นไทยร่วง ชน Circuit Breaker แรงขายลดความเสี่ยงตามตลาดโลก

​ตลาดหุ้นไทย “ชน Circuit Breaker (4 มี.ค. 2026)
4 มี.ค. 2026 ตลาดหุ้นไทย “ชน Circuit Breaker” และหยุดพักการซื้อขาย 30 นาที หลังดัชนี SET ร่วงลง -117.52 จุด (-8.01%) ระหว่างวัน จากแรงขายลดความเสี่ยงตามตลาดโลก ท่ามกลางความกังวลสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อและกดดันราคาพลังงาน/เงินเฟ้อ 

เกณฑ์ Circuit Breaker ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นมาตรการหยุดซื้อขายชั่วคราวเมื่อดัชนีปรับลงถึงระดับที่กำหนด เพื่อให้ตลาดมีเวลาตั้งหลักและลด Panic Selling อย่างไรก็ดี ในภาคบ่ายตลาดหุ้นได้กลับมาซื้อขายตามปกติ  
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

หากราคาน้ำมันปรับขึ้นแรงและยืนระยะนาน โดยทั้งปีเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะกระทบ GDP ไทยโดยตรงประมาณ 0.1 - 0.15% (จากคาดการณ์ GDP ปี 2026 ที่ 1.9%)  และกระทบเงินเฟ้อ เพิ่มขึ้น 0.4-0.5% (ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย)

ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย
กลุ่มพลังงาน (18.89% Market Cap): ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นต่อเนื่องจาก Supply Disruption ในการผลิต/ขนส่ง น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะกระทบปริมาณการขนส่งน้ำมันและ LNG ทั่วโลกประมาณ 20% โดยธุรกิจพลังงานต้นน้ำได้รับประโยชน์ทางตรงจากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม กลุ่มพลังงานปลายน้ำที่ต้องพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูงจะเสียประโยชน์ รวมถึงกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ได้รับผลกระทบจากราคาต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้นเช่นกัน 

กลุ่มท่องเที่ยว (Tourism และ Transport ประมาณ 4% Market Cap): 
กลุ่มสายการบินได้รับผลกระทบทางลบจากต้นทุนราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น กลุ่มโรงแรมได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง โดยในปี 2025 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจากตะวันออกกลางคิดเป็น 2% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด แต่คิดเป็น 4% ของรายได้การท่องเที่ยว

กลุ่มการแพทย์: 
โรงพยาบาลระดับบนที่มีฐานเป็นผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มคนไข้จากตะวันออกกลางบางโรงพยาบาลสูงถึง 20% อย่างไรก็ดี สัดส่วนกลุ่มนี้ในดัชนี  SET มีเพียงประมาณ 3.65% Market Cap.

กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (18.58% Market Cap): 
ได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบ เช่น ทองคำ ทองแดง ปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ความต้องการอิเล็กทรอนิกส์ลดลงจากความกังวลเศรษฐกิจชะลอตัว  

จากสถิติในอดีต สินทรัพย์เสี่ยงมักค่อยๆฟื้นตัวเมื่อสถานการณ์เริ่มชัดเจน 
ในอดีตเมื่อเกิดสงคราม/ความตึงเครียด มักทำให้สินทรัพย์เสี่ยงปรับลงเร็วในช่วงแรก ก่อนจะค่อยๆฟื้นตัวเมื่อสถานการณ์เริ่มชัดเจน 

ตัวอย่างเชิงประวัติศาสตร์ที่เห็นผลกับไทย มี 2 ใน 7 เหตุการณ์ที่ SET ปรับลงรุนแรงในช่วง 1 เดือน เหตุการณ์แรกคือ อิรัก - คูเวต  แต่บริบทด้าน Economic Cycle รอบนั้น วัฎจักรเศรษฐกิจโลกเป็น Late Cycle และมีความกังวล Recession Fear ผสมด้วย ขณะที่อีกเหตุการณ์คือ สถานการณ์ 9/11 เศรษฐกิจสหรัฐฯ อยู่ในช่วง Early Recession นอกจากนี้ สงครามอื่นๆ ที่เหลืออีก 5 ครั้ง (ตามตาราง) ถือว่าตลาดหุ้นไทยเฉลี่ยแทบจะไม่เปลี่ยนแปลง (+0.12%)

SET Index performance after major conflict events (ที่มา: KS Research, Bloomberg)

image (7).png


มุมมองการลงทุนตลาดหุ้นไทย
ในด้านปัจจัยพื้นฐาน กำไรไตรมาส 4/2025 ดีกว่าคาด โดย 44% ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประกาศผลประกอบการดีกว่าคาดประมาณ 8% นำโดยกลุ่มพลังงาน กลุ่มสื่อสาร กลุ่มโรงไฟฟ้า นอกจากนี้ หลายๆบริษัทมีการประกาศเพิ่มอัตราการจ่ายปันผลมากกว่าที่นักวิเคราะห์ในตลาดคาด ซึ่งเป็นส่วนสนับสนุนการลงทุนในหุ้นไทยนอกเหนือจากการปรับขึ้นของดัชนี (Capital Gain) ที่ปีนี้หุ้นไทยปรับขึ้น 16.4% (ณ 2 มี.ค. 2026) จาก Fund Flow ต่างชาติและความคาดหวังการจัดตั้งรัฐบาลไประดับหนึ่งแล้ว

ผลประกอบการไตรมาส 4/2025 ที่ออกมาดีกว่าคาดดังกล่าว ทำให้คาดการณ์การเติบโตกำไรปี 2026 ยังเติบโตได้ประมาณ 6-7%  ขณะที่ Valuation ตลาดในเชิง 12 month Forward PER ณ ปิดครึ่งวันของวันที่ 4 มี.ค. 2026 ที่ 1348.99 จุด นั้นได้ปรับลงมา อยู่ที่ 14.0 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 16.7 เท่าแล้ว นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับการลงทุนในตราสารหนี้ SET Earning Yield เทียบกับอัตราพันธบัตรรัฐบาลไทย 10 ปี ที่ 1.68% ถือว่าอยู่ระดับ 7.1% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยอดีตที่ 3.9% 

ดังนั้น มุมมองการลงทุนระยะถัดไปสำหรับหุ้นไทย ในกรณีฐาน (Base Case) สถานการณ์สงครามไม่น่าลุกลามเป็น Regional War รุนแรงและยืดเยื้อเต็มรูป  ดังนั้น ราคาน้ำมันคาดจะไม่อยู่ระดับสูงเป็นเวลานาน สัญญาณคลี่คลายเส้นทางขนส่งพลังงานจะเป็นจุด trigger ให้ความผันผวนของสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกลดลง 

โดยปัจจัยที่มีผลต่อตลาดหุ้นไทยระยะถัดไปหากสถานการณ์คลี่คลายลง นักลงทุนจะกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐาน ได้แก่ 
1) การจัดตั้งรัฐบาลและนโยบายเศรษฐกิจ 
2) ความต่อเนื่องของกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ออกจากหุ้นสหรัฐฯ / เทคโนโลยี 

มุมมองเป้าหมายด้านปัจจัยพื้นฐาน SET Target สำหรับปี 2026 ยังคงอยู่ที่ 1400 จุด ที่ 15.7 เท่า P/E  อย่างไรก็ดี หาก Fund Flow ยังคงไหลเข้ามาที่ตลาดประเทศเกิดใหม่และไทยก็ได้รับอานิสงส์ดังกล่าว ประเมินว่าจะสามารถทำให้ SET กลับขึ้นไปที่ค่าเฉลี่ย P/E 10 ปี หรือที่ SET 1500 จุดได้

คำแนะนำการลงทุน 
หลีกเลี่ยงการขายตื่นตระหนกในสินทรัพย์เสี่ยง โดยจากสถิติในอดีต สินทรัพย์เสี่ยงมักถูก Panic Sell ในสัปดาห์แรกๆ สะท้อนการ Panic และ Re-price Risk ความเสี่ยงจากสงครามและพลังงาน โดย KAsset มองว่า ในกรณีฐาน (Base Case) สถานการณ์สงครามไม่น่าลุกลามเป็น Regional War รุนแรงและยืดเยื้อเต็มรูปแบบ 

สำหรับผู้ลงทุนที่มองหาโอกาสการลงทุนในหุ้นไทย สำหรับเป็น Satellite ไม่เกิน 5% แนะนำการลงทุนใน K-VALUE ซึ่งเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนหุ้นคุณภาพดี ปันผลสูง และมีหุ้นใน Sector ที่ได้รับผลกระทบทางตรงในสัดส่วนต่ำมาก (เช่น ท่องเที่ยว อิเล็กทรอนิกส์) โดยปัจจุบัน อัตราปันผลสำหรับหุ้นกลุ่มปันผลสูงอยู่ที่ 6%

ที่มา: KAsset Investment Strategy บลจ.กสิกรไทย 

ข้อมูล ณ วันที่ 4 มีนาคม 2026

ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน​

Yes
3/4/2026
0
situation