คณะกรรมการ FOMC มีมติ 11 ต่อ 1 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.50–3.75% ตามที่ตลาดคาด โดยมีกรรมการ 1 รายเห็นควรให้ปรับลดดอกเบี้ย 0.25%
สาระสำคัญจากแถลงการณ์ Fed
• เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังขยายตัวได้แข็งแกร่ง แม้การจ้างงานเริ่มชะลอลง ขณะที่อัตราว่างงานเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย และเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง
• Fed ยังคงมุ่งดำเนินนโยบายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการจ้างงานเต็มศักยภาพ และควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ที่ระดับ 2% ในระยะยาว
• แนวโน้มเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะความเสี่ยงจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง
แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot)
• ปี 2026: คาดลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง (0.25%)
• ปี 2027: คาดลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง (0.25%)
ประมาณการเศรษฐกิจสหรัฐฯ (ปี 2026–2028)
• GDP: ปรับเพิ่มคาดการณ์เป็น 2.4%, 2.3%และ 2.1% ตามลำดับ (จากเดิม 2.3%, 2.0%, 1.9%) ขณะที่อัตราการขยายตัวในระยะยาวอยู่ที่ระดับ 2.0% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ระดับ 1.8%
• อัตราว่างงาน: คาดที่ 4.4%, 4.3% และ 4.2% ใกล้เคียงประมาณการเดิม (จากเดิม 4.4%,4.2% และ 4.2%) ขณะที่ระยะยาวคงไว้ที่ 4.2%
• Core PCE: ปรับเพิ่มคาดการณ์เป็น 2.7%, 2.2% และ2.0% (จากเดิม 2.5%, 2.1% และ 2.0%) สะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระยะสั้น ก่อนทยอยชะลอลงในระยะถัดไป
มุมมองการลงทุน ตลาดการเงินโลกเข้าสู่โหมด Risk-off จากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยกระดับขึ้น หลังอิหร่านโจมตีศูนย์ LNG ในกาตาร์ โดยผลกระทบสะท้อนผ่านราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นแรง ซึ่ง WTI ขยับเข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้น 7bps สู่ระดับ 4.27% สะท้อนความกังวลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงาน รวมถึงการลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุน
กรอบสมมติฐานของเรามองว่าความเสี่ยงหลักยังอยู่ที่ ทิศทาง flow ของน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ในกรณีฐาน เรามองว่า flow ของน้ำมันจะทยอยกลับมาได้ แม้ราคาน้ำมัน WTI จะพุ่งขึ้นไปราว 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ในช่วงสั้น แต่จะค่อย ๆ ปรับลดลงสู่ระดับปกติ ซึ่งจะทำให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้ออยู่ในวงจำกัด และสร้างความผันผวนให้กับตลาดในระยะสั้นมากกว่าการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มระยะยาว
ในกรณีเลวร้าย หากช่องแคบยังถูกปิดเป็นระยะเวลานาน ราคาน้ำมัน WTI มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงราว 100 ดอลลาร์/บาร์เรลอย่างยืดเยื้อ จะส่งผลให้ต้นทุนพลังงานกดดันกิจกรรมเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ จากประมาณการของ Goldman Sachs Global Investment Research ประเมินว่า ทุก ๆ การปรับขึ้นของราคาน้ำมัน 10% อาจทำให้ GDP โลกมีแนวโน้มหดตัว -0.11% และเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นประมาณ 0.21%
ในเชิงนโยบายการเงิน เรามองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวยังเป็นไปตามกรณีฐานของเรา จึงไม่ได้เปลี่ยนทิศทางนโยบายของ Fed ในระยะกลาง แต่มีผลต่อจังหวะเวลา (Timing) อย่างมีนัยสำคัญ โดยเรามองว่า Fed มีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย และข้อมูลเงินเฟ้อพื้นฐานทยอยปรับลดลง ซึ่งจะเปิดพื้นที่ให้ Fed สามารถเริ่มผ่อนคลายนโยบายได้มากขึ้น
แม้แรงกดดันเงินเฟ้อในฝั่งอุปสงค์ภายในประเทศจะเริ่มผ่อนคลายลง และตลาดแรงงานเข้าสู่ภาวะ “การจ้างงานไม่เติบโต” มากขึ้น (บริษัทไม่ได้เร่งจ้างคนเพิ่ม และก็ไม่ได้ปลดคนจำนวนมาก) แต่ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Fed เลือกใช้แนวทาง wait‑and‑see
โดย Fed ต้องการเห็นสัญญาณชัดเจนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อจากพลังงานจะไม่ลุกลาม และคาดการณ์เงินเฟ้อยังคงยึดเหนี่ยวได้ดี คือคนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าเงินเฟ้อในระยะยาวจะไม่พุ่งแรง และจะกลับมาอยู่ในกรอบปกติได้ ก่อนที่จะเริ่มวงจรผ่อนคลายทางการเงิน
คำแนะนำการลงทุน
KAsset แนะนำให้เน้นกระจายความเสี่ยง เพื่อลดความผันผวนของพอร์ต
ทางเลือกที่ 1: ไม่ต้องปรับพอร์ตเอง เลือกกองทุนผสม 1 กองทุน
K-WPBALANCED / K-WPSPEEDUP / K-WPULTIMATE
กองทุนผสม กระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก พร้อมปรับกลยุทธ์อย่างคล่องตัว
ทางเลือกที่ 2: ปรับสัดส่วนหุ้น–ตราสารหนี้ด้วยตัวเอง
K-GSELECT
กองทุนหุ้นโลก ที่ออกแบบพอร์ตมาให้รองรับทุกสภาวะตลาด ไม่ว่าจะอยู่ในวัฏจักรหุ้น Growth หรือ Value
K-GDBOND
กระจายการลงทุนในตราสารหนี้หลายประเภททั่วโลก ปรับพอร์ตได้อย่างยืดหยุ่นตามสภาวะตลาด
ที่มา: KAsset Investment Strategy บลจ.กสิกรไทย