ปรับพอร์ตอย่างไร? เมื่อ ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ กำลังกดดันเศรษฐกิจโลก
โลกการลงทุนในปี 2026 เต็มไปด้วย Noise มากมาย ทั้งสงครามการค้า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางนโยบายการเงินที่ยังคุมเครือ
คำถามสำคัญคือ ท่ามกลางความปั่นป่วนชวนปวดหัวนี้ นักลงทุนควรปรับพอร์ตอย่างไร ?
มุมมองตลาดและภูมิรัฐศาสตร์
ปัจจุบันตลาดกำลังประเมินความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐฯ ว่าอาจทวีความรุนแรงขึ้น แต่จะเป็นเพียงเหตุการณ์ที่รุนแรงและเกิดขึ้นในช่วงสั้น ๆ แม้ว่าแรงกดดันระยะสั้นจะทำให้ตลาดปรับลดคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ย (Fed Rate Cut) ในปี 2026 ลงจาก 3 ครั้งเหลือเพียง 1 ครั้ง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ การคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะยาวยังคงนิ่งสงบ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนในตลาดยังไม่เชื่อว่าจะเกิดภาวะเงินเฟ้อฝังลึกลากยาวได้
ทำไมถึงยังมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดทุน ? ท่ามกลางความผันผวน
KAsset ยังคงให้มุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและตลาดทุนของสหรัฐฯ โดยยังคงแนะนำให้ "เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้น" (Overweight Equities) และสินทรัพย์เสี่ยง โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตลาดมีความมั่นใจ เป็นเพราะวิกฤติครั้งนี้ต่างจากปี 2022 อย่างมาก เนื่องจากเป็นเพียงแรงกระแทกจากราคาน้ำมัน (Oil shock) ในช่วงสั้น ๆ เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่อาจพลิกกระดานการลงทุนนี้ได้คือ "ระยะเวลาของความขัดแย้ง"
หากสงครามยืดเยื้อ ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจะส่งผ่านไปยังต้นทุนราคาสินค้าทั่วไป ซึ่งจะกลับมากดดันตัวเลขเงินเฟ้อ โอกาสในการปรับลดดอกเบี้ยของ Fed ก็ลดลง และส่งผลกระทบเชิงลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงได้ด้วยนั่นเอง
จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้นักลงทุนหลายคนกังวลว่า อาจจะเกิดภาพเดิม ซ้ำรอยกับวิกฤติรัสเซีย-ยูเครน เมื่อปี 2022 หรือไม่ ?
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดประเมินว่า "สถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีความน่ากังวลน้อยกว่าวิกฤติในปี 2022 มาก" เนื่องจากมีโครงสร้างที่แตกต่างกัน
วิกฤติรัสเซีย-ยูเครน ปี 2022
โลกเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงอย่างรวดเร็วและลุกลามเป็นวงกว้าง (Broad-based inflation shock) ทั้งจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานและอุปสงค์ที่พุ่งสูง โดยกระทบต่อราคาสินค้าและบริการเกือบทุกประเภท ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว จนดันให้ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่งทะยานไปถึงระดับ 7-8%
วิกฤติตะวันออกกลาง ปี 2026
ความขัดแย้งในปัจจุบันถูกมองว่าเป็นเพียง "แรงกระแทกจากราคาน้ำมัน" (Oil shock) เท่านั้น และที่สำคัญคือพื้นฐานทางเศรษฐกิจยังมีความแข็งแกร่งกว่า ไม่ว่าจะเป็น
- เงินเฟ้อที่ต่ำกว่า โดยปัจจุบันเงินเฟ้อสหรัฐฯ (CPI) ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ที่ประมาณ 3%
- Resilient Economy ที่ปัจจุบันตลาดแรงงานมีความตึงตัวน้อยลง ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมมีความยืดหยุ่นสูง และสามารถดูดซับแรงกระแทกได้ดีกว่าในอดีต
จากทั้งหมดนี้ ตลาดจึงประเมินว่าวิกฤติครั้งนี้จะเป็นเพียงเหตุการณ์ที่รุนแรงแต่เกิดขึ้นในช่วงสั้น ๆ และความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยพร้อมเงินเฟ้อสูงยังไม่มีทีท่าว่าจะเกิดขึ้น ทั้งนี้หากจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์สหรัฐ และค้างอยู่นานเหมือนในปี 2022 เท่านั้น
เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุค "Friend-Shoring" อย่างเต็มตัว...
กำแพงการค้าใหม่จึงถูกสร้างขึ้น
การแยกตัวจากจีน (Decoupling) ไม่ใช่แค่เรื่องชั่วคราว แต่คือ "การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง" (Secular Shift) ระยะยาวที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบลูกโซ่ต่อการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ใหม่ทั่วโลก
1. สหรัฐฯ ลดพึ่งพาจีน (Friend-Shoring)
สหรัฐฯ และพันธมิตรได้เปลี่ยนมุมมองใหม่ โดยให้น้ำหนักกับ ความยืดหยุ่นและความปลอดภัยของห่วงโซ่อุปทาน มากกว่าแค่เรื่องต้นทุนที่ต่ำที่สุดเหมือนในอดีต สิ่งนี้สะท้อนผ่านตัวเลขสัดส่วนการนำเข้าสินค้าจากจีนมายังสหรัฐฯ ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับเกือบ 20% ในปี 2025 เหลือเพียงประมาณ 13-14% ในปัจจุบัน
2. จีนเบนเข็มส่งออก (Export Shift)
ประเด็นสำคัญคือ แม้สหรัฐฯ จะลดการนำเข้าลง แต่จีนไม่ได้หยุดผลิต จีนจึงต้องปรับทิศทางการส่งออก เพื่อระบายสินค้าไปยังตลาดเป้าหมายใหม่แทน นั่นคือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมถึงประเทศไทยและเวียดนาม) และทวีปยุโรป จนปริมาณการส่งออกไปยังภูมิภาคเหล่านี้พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
3. กำแพงการค้ารูปแบบใหม่ (New Trade Walls)
การที่จีนเบนเข็มระบายสินค้า ทำให้เกิดผลกระทบที่เรียกว่า ภาวะกำลังการผลิตล้นเกิน (Excess Capacity) สินค้าราคาถูกจากจีนได้ทะลักเข้ามากดดันภาคการผลิตทั่วโลกอย่างหนัก โดยเฉพาะในยุโรป สถานการณ์นี้จึงบีบบังคับให้หลายประเทศต้องสอดประสานความร่วมมือกันตั้งกำแพงทางการค้ารูปแบบใหม่ขึ้นมา เพื่อปกป้องและรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมภายในประเทศตนเองเอาไว้
ดังนั้น การจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ จึงไม่ใช่แค่ประเด็นการค้าระหว่างประเทศ แต่เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ ที่นักลงทุนต้องนำมาใช้ปรับพอร์ตและกระจายความเสี่ยง เพื่อรับมือกับระเบียบโลกที่เปลี่ยนไปนั่นเอง
เมื่อพูดถึงวิกฤติหนี้สหรัฐฯ หลายคนอาจกลัวการผิดนัดชำระหนี้ แต่ความเป็นจริงแล้ว โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์นั้นแทบจะเป็นศูนย์ สิ่งที่ตลาดและนักลงทุนต้องระวังจริง ๆ คือ "ภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้น" ซึ่งจะเข้าไปกัดกร่อนและสร้างความเปราะบางเชิงโครงสร้างในระยะยาว
โดยปัจจุบันสหรัฐฯ มีสัดส่วนหนี้ต่อ GDP สูงถึง 100% แม้จะเป็นสัดส่วนที่สูง แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ "ต้นทุนของการแบกรับหนี้" ที่พุ่งสูงขึ้นจาก 1.5% เป็น 3.5% หลังช่วงโควิด ซึ่งสูงกว่างบประมาณด้านการป้องกันประเทศ (Defense Spending) ไปแล้ว ทั้งนี้หากอัตราดอกเบี้ยยังคงสูงกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างต่อเนื่อง ประเทศอาจเสี่ยงเข้าสู่ภาวะวงจรหนี้พอกพูน (Debt Spiral) จนไม่สามารถควบคุมได้
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ นักลงทุนจะเรียกร้องค่าชดเชยความเสี่ยง หรือ "Term Premia" ที่แพงขึ้นสำหรับการถือครองพันธบัตรระยะยาว ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวจะสูงขึ้น และเส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) มีความชันมากขึ้นนั่นเอง
ฟังดูเผิน ๆ อาจจะมองว่าการที่อัตราผลตอบแทน (Yield) สูงขึ้นหมายถึงการได้รับผลประโยชน์ที่มากขึ้น แต่ในมุมมองระดับเศรษฐกิจมหภาคและเสถียรภาพของประเทศ สิ่งนี้คือสัญญาณเตือนภัยที่สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่รุนแรง
อย่างไรก็ตาม ตลาดคาดการณ์ว่ารัฐบาลอาจพยายามใช้ "มาตรการระยะสั้น" เพื่อบรรเทาผลกระทบ เช่น กระทรวงการคลังอาจเลือกหันมาออกพันธบัตรระยะสั้นให้มากขึ้นแทนพันธบัตรระยะยาว เพื่อช่วยประคองสภาพคล่องและทำให้เงื่อนไขทางการเงินในตลาดผ่อนคลายลงชั่วคราว
ถึงตรงนี้นักลงทุนอาจจะกำลังกังวลกับสถานการณ์ในปัจจุบันอย่างมาก จนอาจลืมนึกไปว่าปัจจัยพื้นฐานที่จะเป็นตัวกำหนดชะตาเศรษฐกิจในอนาคตจริง ๆ ยังมีเรื่องของ จำนวนประชากรที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ที่กำลังจะกลายเป็นวิกฤติสำคัญที่โลกต้องเผชิญในอนาคต มีด้วยกัน 2 เรื่องหลัก ๆ
1. กำลังแรงงานที่ต้องพึ่งพาการย้ายถิ่นฐาน
มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 สหรัฐฯ จะเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญคือ จะมีคนตายมากกว่าคนเกิด ซึ่งหมายความว่าการเติบโตของกำลังแรงงานในอนาคต จะต้องพึ่งพานโยบายการย้ายถิ่นฐานเพียงอย่างเดียว
2. การเติบโตของ GDP ที่จำกัด
ในขณะที่นโยบายการย้ายถิ่นฐานเริ่มมีความเข้มงวดมากขึ้น จำนวนแรงงานที่ลดลงนี้ จะเป็นปัจจัยกดดันและจำกัดศักยภาพการเติบโตของ GDP อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่ได้มีเพียงแต่สหรัฐฯ ที่เผชิญเท่านั้น ยังมีญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันมีจำนวนคนตายสูงถึง 2 เท่าของคนเกิดไปแล้ว ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างแรงงานและเศรษฐกิจ
จากทั้ง 2 ข้อที่กล่าวไปนี้ ความหวังที่จะแก้ไขปัญหาประชากรนี้จึงตกไปอยู่ที่ “เทคโนโลยี AI”
แต่คำถามสำคัญที่โลกกำลังเผชิญคือ เทคโนโลยี AI และนวัตกรรมใหม่ ๆ จะสามารถก้าวเข้ามาช่วยเพิ่ม Productivity ได้มากพอที่จะชดเชยกำลังแรงงานที่หายไปได้ทันเวลาหรือไม่ ซึ่งยังคงเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องรอดูกันต่อไปในอนาคต
จากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ การจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ และโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาคเหล่านี้
ส่งผลให้ทฤษฎีการจัดพอร์ตแบบดั้งเดิม อย่างตราสารหนี้ 60% และหุ้น 40% กำลังถูกท้าทาย และอาจช่วยกระจายความเสี่ยงได้ไม่ดีเท่าที่ควรแบบในอดีต ถึงเวลาที่นักลงทุนต้องปรับเข็มทิศและอัปเกรดกลยุทธ์การลงทุนใหม่
เสริมทัพด้วย Alternatives เพื่อรับมือกับความผันผวน
นักลงทุนจำเป็นต้องมองหาสินทรัพย์ทางเลือกอื่น ๆ เข้ามาเสริมพอร์ต อย่างการเพิ่มน้ำหนักในกลุ่ม Real Assets เช่น โครงสร้างพื้นฐาน และอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
เพิ่มน้ำหนัก ทองคำ แรงหนุนจากแรงซื้อธนาคารกลาง
ปัจจุบันทองคำมีแรงหนุนเชิงโครงสร้างจากการที่ธนาคารกลางทั่วโลกกลายเป็นผู้ซื้อหลัก (Price Insensitive Buyers) ที่มุ่งหวังซื้อเพื่อกระจายความเสี่ยงเงินสำรองในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึงปีละ 1,000 ตัน ซึ่งแรงซื้อมหาศาลนี้ช่วยสร้างฐานราคาที่แข็งแกร่งให้กับทองคำในระยะยาว
กระจายการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น
ลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของพอร์ต โดยหันมามองหาโอกาสในตลาดต่างประเทศที่กำลังมีความน่าสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างเช่น ญี่ปุ่น ที่เริ่มตื่นขึ้นมาบ้างแล้ว ยุโรป ที่เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวอีกครั้ง รวมถึงตลาดเกิดใหม่ (EM) ที่มีโอกาสเติบโตสูงนั่นเอง
สุดท้ายนี้ สิ่งที่อยากฝากไว้คือ แม้โครงสร้างเศรษฐกิจโลกจะเปลี่ยนแปลงไป แต่การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) และการกระจายความเสี่ยง (Diversification) ก็ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุน
โดยที่พอร์ตการลงทุนแบบดั้งเดิมอย่างตราสารหนี้ 60% และหุ้น 40% เคยเป็นกลยุทธ์มาตรฐานในการกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนที่สมดุล แต่ในโลกใหม่ หรือ New Regime ที่เงินเฟ้อสูง ดอกเบี้ยสูง หุ้นและพันธบัตรมักปรับตัวลงพร้อมกัน ทำให้ประสิทธิภาพการกระจายความเสี่ยงลดลง
"นักลงทุนจึงต้องปรับพอร์ต โดยการเพิ่มสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำ และ Real Assets เพื่อรับมือกับความผันผวนนี้ให้ได้"