4/22/2026

เตรียมรับข่าวดี เมื่อ Moody’s 'ปรับขึ้น' แนวโน้มเครดิต ประเทศไทย เป็น Stable​

Moody’s "ปรับขึ้น" แนวโน้มเครดิตประเทศไทย เป็น Stable จาก Negative และ "คง" อันดับเครดิตที่ Baa1

เหตุผลในการปรับ แนวโน้มเครดิต ประเทศไทย
1. การเมืองที่มีเสถียรภาพขึ้น จากการที่รัฐบาลมีเสียงข้างมาก ลดความไม่แน่นอนนโยบายและเอื้อต่อการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะถัดไป ซึ่งจะสนับสนุนแนวโน้มการเติบโตในอนาคตและส่งผลให้สถานะการคลังดีขึ้นได้
2. การลงทุนภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัวขึ้น เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ความเสี่ยงด้านการเติบโตที่ชะลอลงต่อเนื่องของไทยลดลง (การอนุมัติคำขอลงทุน +66% YoY ในปี 2025 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตสูงที่สุด และนำไปสู่ realized investment ที่เพิ่มขึ้นตามมา)
3. ความเสี่ยงจากผลกระทบภาษีการค้าสหรัฐฯ ลดลง หลังสหรัฐฯปรับอัตราภาษีนำเข้าจากไทยอยู่ในระดับเดียวกันกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค
4. ผลกระทบด้านราคาน้ำมันและสถานการณ์ในตะวันออกกลางอยู่ในระดับเทียบเคียงกับประเทศอื่นๆ ที่มีอันดับเครดิตเดียวกัน
5. พัฒนาการที่เป็นบวกด้านการลงทุน ช่วยลดความเสี่ยงด้านการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม Moody’s ยังมองว่า
ประมาณการ GDP เติบโต 1.5% ในปีนี้ และเพิ่มเป็น 2.2% ในปีหน้า ศักยภาพการเติบโตระยะยาวยังต่ำ ที่ ~2.5% ลดลงจาก ~3% ช่วงก่อนโควิด เป็นผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้างด้านความสามารถแข่งขันที่ลดลง ประชากรสูงวัย และหนี้ครัวเรือนระดับสูง และหนี้รัฐบาลยังมีแนวโน้มเพิ่มจากระดับ 60% ของ GDP ในปี 2026 เป็น 62% ในปี 2028 ซึ่งถือว่าแย่กว่าประเทศอื่นๆ ที่มีอันดับเครดิตเดียวกัน

มุมมองและผลกระทบต่อตลาดหุ้น
ภาพรวมความเสี่ยงประเทศดีขึ้น ต้นทุนความเสี่ยง (Risk Premium) ของไทยมีโอกาสลดลง โดยระดับ GDP ปี 2026 อยู่ในช่วงใกล้เคียงกับที่ตลาดคาดการณ์ และมีโอกาสด้านบวกในแง่สถานะการคลังที่ดีขึ้นได้อีก หากมีการจัดเก็บ VAT เพิ่มขึ้นตามข่าว เนื่องจากการหารายได้ส่วนนี้ยังไม่ได้ถูกนำไปพิจารณาในรอบการประเมินสถานะ Rating รอบนี้

การที่ Moody’s เน้นถึงปัจจัยเสถียรภาพรัฐบาล และโอกาสในการดำเนินนโยบายและการปฎิรูปที่ต่อเนื่องนั้น หากเกิดขึ้นได้ต่อเนื่องจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเพิ่มขึ้น รวมถึง Fund Flow และนำไปสู่ P/E multiple re-rating ได้สำหรับตลาดหุ้นไทย จากปัจจุบันที่ระดับ 15.7 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2010 และตลาดหุ้นไทย trade ไม่เกินค่าเฉลี่ยมาตั้งแต่ปี 2024

ผลกระทบต่อต้นทุนกู้ยืมของบริษัทจดทะเบียนที่ลดลงอาจยังจำกัด เนื่องจากเป็นการปรับมุมมอง ยังไม่ใช่การปรับ Rating

โดยรวม Implication ต่อตลาดหุ้นไทย คือ “ความเสี่ยงลดลง” ไม่ใช่ “การเติบโตเร่งขึ้น” ซึ่งเป็นบวกในเชิง “ความเชื่อมั่น” และทำให้ Risk Premium ที่นักลงทุนเคยกังวล ปรับลดลง อย่างไรก็ดี การที่ตลาดหุ้นจะไปได้ต่อเนื่อง จะต้องอาศัยการเติบโตของ“กำไรบริษัทจดทะเบียน”มาสนับสนุน

มุมมองและผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้
การคงอันดับเครดิตที่ Baa1 สะท้อนสถานะทางการเงินระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง และความสามารถในการชำระหนี้ที่เพียงพอ

ขณะที่การปรับเพิ่มมุมมอง Outlook ช่วยลดความกังวลของนักลงทุนต่างชาติ และเป็นบวกต่อ sentiment การลงทุนในตลาดตราสารหนี้ในระยะข้างหน้า

อีกทั้งอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาทำให้การลงทุนในกองทุนตราสารหนี้มีความน่าสนใจมากขึ้น​

กองทุนแนะนำ
กลุ่มกองทุนตราสารหนี้ ที่แนะนำ
กองทุนตราสารหนี้ ระยะสั้น ความผันผวนต่ำ
•  K-SF ลงทุนระยะสั้น 1-3 เดือน
•  K-SFPLUS ลงทุนระยะสั้น 3-6 เดือน

กองทุนตราสารหนี้ ระยะกลาง/ยาว
•  K-FIXED ลงทุนเฉพาะตราสารหนี้และหุ้นกู้ในประเทศ ที่เน้นคุณภาพดี แนะนำถือครองอย่างน้อย 1-1.5ปี
•  K-FIXEDPLUS ลงทุนตราสารหนี้ในประเทศ พร้อมกระจายการลงทุนไปต่างประเทศประมาณ 10–20% แนะนำถือครองอย่างน้อย 1-1.5ปี
•  K-FIXEDPRO กองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว ลงทุนตราสารหนี้ในประเทศ พร้อมกระจายการลงทุนไปต่างประเทศประมาณ 10-40% ปรับดูเรชั่นได้ยืดหยุ่น ลงทุนอย่างน้อย 1.5 ปี

กองทุนหุ้นไทย ที่แนะนำ
การปรับมุมมองเครดิตของประเทศไทยขึ้นรอบนี้ น่าจะเป็นผลบวกกับหุ้น big cap เช่น ธนาคารพาณิชย์ พลังงาน ที่มีโอกาสได้รับการ Re-rating จากความเสี่ยงที่ลดลงด้านการเติบโตของประเทศ และโอกาสรับ Fund Flow ต่างชาติ

•  K-VALUE เน้นหุ้นปันผล และมีสัดส่วนการลงทุนใน big cap เช่น ธนาคารพาณิชย์ พลังงาน รวมกันประมาณ 70% (ณ 31 มี.ค. 2026)

ลงทุนง่ายผ่าน K PLUS หรือ K-My Funds เริ่ม 500 บาท

ที่มา: KAsset Investment Strategy บลจ.กสิกรไทย 

ข้อมูล ณ วันที่ 21 เมษายน 2026

ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน​

Yes
4/22/2026
0
situation