6/18/2026

ตลาดหุ้นทั่วโลก 'ฟื้นตัว' รับพัฒนาการเชิงบวก ของปัญหาในตะวันออกกลาง​

สรุปการประชุม FOMC วันที่ 16–17 มิ.ย. 2026
FOMC มีมติเอกฉันท์ 12–0 เสียง คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50–3.75% ซึ่งเป็นการคงดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 4 อัตราดอกเบี้ยระดับนี้ทรงตัวมาตั้งแต่ปลายปี 2025

จุดสำคัญคือนี่เป็น การประชุมครั้งแรกของ Kevin Warsh ในฐานะประธาน Fed (เข้ารับตำแหน่งต่อจาก Jerome Powell ที่หมดวาระเมื่อเดือนพฤษภาคม) และเขาประกาศการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างหลายอย่างที่เขาเรียกว่า "Regime Change"

Dot Plot และคาดการณ์เศรษฐกิจ (SEP - Summary Economic Projections) สะท้อนการเปลี่ยนทิศทางอย่างชัดเจนจากเดือนมีนาคม

ค่ามัธยฐานดอกเบี้ยปลายปี 2026 ขยับขึ้นเป็น 3.8% (จาก 3.4% ในเดือนมีนาคม) ซึ่งส่งสัญญาณว่า Fed มองว่าอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งในปีนี้

เจ้าหน้าที่ 9 จาก 18 คนคาดว่าดอกเบี้ยปลายปีจะสูงกว่ากรอบปัจจุบัน มี 8 คนคาดว่าจะคงไว้ และมีเพียง 1 คนที่คาดว่าจะลด

คาดการณ์เงินเฟ้อปี 2026 ถูกปรับขึ้นอย่างมาก เป็น 3.6% (Headline) และ 3.3% (Core) จาก 2.7% ในเดือนมีนาคม

สิ่งที่น่าสังเกตคือ Warsh เป็นคนเดียวที่ไม่ส่งมุมมองของตัวเอง โดยให้เหตุผลว่า "สำหรับผมมันไม่ช่วยอะไร" ตามจุดยืนที่เขาวิจารณ์ระบบ SEP มานาน

การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ Warsh ประกาศ
แถลงการณ์สั้นลงอย่างมาก เหลือเพียงราว 130 คำ จากเดิมที่มักเกิน 300 คำ และตัด Forward Guidance ออก โดยบอกว่ามัน"ไม่เหมาะกับสถานการณ์นโยบายปัจจุบัน"

Warsh บอกว่าแถลงการณ์ใหม่ "ให้แค่ข้อเท็จจริงเท่าที่เราประเมินได้" โดยตั้ง 5 task forces เพื่อทบทวนการดำเนินงานหลักของ Fed ได้แก่ 
(1) การสื่อสาร ​
(2) นโยบายงบดุล 
(3) การใช้และพึ่งพาแหล่งข้อมูล 
(4) ผลิตภาพและการจ้างงานในยุคเทคโนโลยีใหม่ รวมถึง AI และ 
(5) กรอบการดำเนินนโยบายเงินเฟ้อ

เรื่องเป้าหมายเงินเฟ้อ Warsh ยืนยันคงเป้า 2% ไว้ และจะไม่ทบทวนจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่า Fed สามารถบรรลุเป้าได้จริงก่อน

ปฏิกิริยาของตลาดการเงิน
ตลาดตราสารหนี้ตอบรับข่าวนี้เพียงเล็กน้อยเพราะรับรู้ข่าวไปก่อนหน้าแล้ว ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯระยะกลาง-ยาวปรับขึ้นเพียงเล็กน้อย โดยอายุ 10 ปี ปรับขึ้นจาก 4.42% เป็น 4.47%

• อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 2 ปีพุ่งขึ้น 16 bps แตะ 4.21% ซึ่งสูงสุดในรอบกว่าปี
• ดัชนี Dow Jones -0.98%, S&P 500 -1.21% และ Nasdaq -1.34%
• ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นราว 1%
• ทองคำร่วงกว่า 2%

มุมมองการลงทุน
KAsset มีมุมมองว่า ตราสารหนี้โลกในระยะข้างหน้าให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตราสารหนี้ในประเทศ เนื่องจากให้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ย (Running Yield) ในระดับสูงกว่าดอกเบี้ยในประเทศ แต่จะมีความผันผวนระหว่างทางที่สูงกว่าอย่างมีนัยยะ

แม้ Fed จะส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นแต่ตลาดได้รับรู้ปัจจัยดังกล่าวไปแทบทั้งหมดแล้ว ผลกระทบต่อราคาตราสารหนี้จึงจำกัด นอกจากนี้ หากเงินเฟ้อและเศรษฐกิจทยอยกลับสู่ภาวะปกติ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรมีโอกาสปรับลดลงในช่วง 6–12 เดือนข้างหน้า จะช่วยสร้างกำไรจากราคาตราสาร (Capital Gain)

สำหรับประเทศไทย ​
KAsset มีมุมมองว่าการเปลี่ยนมุมมองของ Fed น่าจะส่งผลต่อไทยน้อย เนื่องจากคาดว่า ธปท. จะยังให้น้ำหนักกับการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นหลัก เศรษฐกิจไทยแม้จะดีขึ้น แต่ยังเปราะบางจากการพึ่งพาภาคท่องเที่ยวและการส่งออกที่ยังผันผวน

ในด้านราคาน้ำมัน คาดว่าจะทรงตัวได้หลังความตึงเครียดในต่างประเทศเริ่มคลี่คลาย ทำให้แรงกดดันด้านราคาสินค้าและเงินเฟ้อของไทยในระยะยาวลดลง ภายใต้บริบทนี้จึงมีโอกาสน้อยที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลให้สภาพแวดล้อมด้านดอกเบี้ยยังเอื้อต่อการลงทุนในตราสารหนี้

กองทุนตราสารหนี้ ที่ KAsset แนะนำ

กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ความผันผวนต่ำ
แนะนำ “สามารถเข้าลงทุนได้ตลอด” เหมาะสำหรับการพักเงินลงทุนระยะสั้นและรับความเสี่ยงได้ต่ำ

•  K-SF ลงทุนระยะสั้น 1-3 เดือน
•  K-SFPLUS ลงทุนระยะสั้น 3-6 เดือน

กองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง/ยาว
เน้นกองทุนที่มีการกระจายการลงทุนไปทั้งไทยและต่างประเทศ โดยตราสารหนี้เริ่มกลับมาน่าสนใจมากขึ้น ระดับผลตอบแทนปัจจุบันสะท้อนความเสี่ยงไปพอสมควร และหากเงินเฟ้อเริ่มชะลอลงหรือเศรษฐกิจโลกอ่อนแรงลงในระยะถัดไป ก็อาจเป็นปัจจัยบวกต่อราคาตราสารหนี้เพิ่มเติม

•  K-FIXEDPRO
แนะนำถือครองอย่างน้อย 1.5 ปี ลงทุนในตราสารหนี้ในประเทศพร้อมกระจายการลงทุนไปต่างประเทศประมาณ 10–40% (พอร์ตการลงทุนต่างประเทศปัจจุบันเน้นสหรัฐฯ) ปรับDurationได้ยืดหยุ่น

กองทุนตราสารหนี้โลก
แนะนำ “ทยอยลงทุน”และ “ถือครองต่อได้” เนื่องจาก Bond Yield โลกยังอยู่ในระดับสูง ช่วยสร้างกระแสเงินสดจากดอกเบี้ย (Carry) และดอกเบี้ยที่ได้รับยังคงสูงกว่าดอกเบี้ยในไทยอย่างมีนัยยะ แม้ในระยะสั้นอาจยังไม่ได้รับกำไรจากราคาตราสาร (Capital Gain) และอาจมีความผันผวนสูง

•  K-GDBOND
แนะนำถือครองอย่างน้อย 3 ปีในระยะกลางถึงยาว กระจายการลงทุนในตราสารหนี้หลายประเภททั่วโลกผ่านกองทุนหลัก PIMCO GIS Income Fund กองทุนเน้นลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดีเป็นหลัก อันดับความน่าเชื่อถือเฉลี่ยที่ระดับ AA-(Inter) และมีการกระจายการลงทุนที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกองทุนลงทุนในตราสารหนี้อายุค่อนข้างยาว จึงอาจมีความผันผวนระยะสั้นได้จาก Bond Yield ที่ปรับขึ้นบางช่วง

ลงทุนง่ายผ่าน K PLUS หรือ K-My Funds เริ่ม 500 บาท

ที่มา: KAsset Investment Strategy บลจ.กสิกรไทย 

ข้อมูล ณ วันที่ 18 มิ.ย. 2026


ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน​





Yes
6/18/2026
0
situation