FOMC มีมติเอกฉันท์ 12–0 เสียง คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50–3.75% ซึ่งเป็นการคงดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 4 อัตราดอกเบี้ยระดับนี้ทรงตัวมาตั้งแต่ปลายปี 2025
จุดสำคัญคือนี่เป็น การประชุมครั้งแรกของ Kevin Warsh ในฐานะประธาน Fed (เข้ารับตำแหน่งต่อจาก Jerome Powell ที่หมดวาระเมื่อเดือนพฤษภาคม) และเขาประกาศการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างหลายอย่างที่เขาเรียกว่า "Regime Change"
Dot Plot และคาดการณ์เศรษฐกิจ (SEP - Summary Economic Projections) สะท้อนการเปลี่ยนทิศทางอย่างชัดเจนจากเดือนมีนาคม
ค่ามัธยฐานดอกเบี้ยปลายปี 2026 ขยับขึ้นเป็น 3.8% (จาก 3.4% ในเดือนมีนาคม) ซึ่งส่งสัญญาณว่า Fed มองว่าอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งในปีนี้
เจ้าหน้าที่ 9 จาก 18 คนคาดว่าดอกเบี้ยปลายปีจะสูงกว่ากรอบปัจจุบัน มี 8 คนคาดว่าจะคงไว้ และมีเพียง 1 คนที่คาดว่าจะลด
คาดการณ์เงินเฟ้อปี 2026 ถูกปรับขึ้นอย่างมาก เป็น 3.6% (Headline) และ 3.3% (Core) จาก 2.7% ในเดือนมีนาคม
สิ่งที่น่าสังเกตคือ Warsh เป็นคนเดียวที่ไม่ส่งมุมมองของตัวเอง โดยให้เหตุผลว่า "สำหรับผมมันไม่ช่วยอะไร" ตามจุดยืนที่เขาวิจารณ์ระบบ SEP มานาน
การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ Warsh ประกาศ
แถลงการณ์สั้นลงอย่างมาก เหลือเพียงราว 130 คำ จากเดิมที่มักเกิน 300 คำ และตัด Forward Guidance ออก โดยบอกว่ามัน"ไม่เหมาะกับสถานการณ์นโยบายปัจจุบัน"
Warsh บอกว่าแถลงการณ์ใหม่ "ให้แค่ข้อเท็จจริงเท่าที่เราประเมินได้" โดยตั้ง 5 task forces เพื่อทบทวนการดำเนินงานหลักของ Fed ได้แก่
(1) การสื่อสาร
(2) นโยบายงบดุล
(3) การใช้และพึ่งพาแหล่งข้อมูล
(4) ผลิตภาพและการจ้างงานในยุคเทคโนโลยีใหม่ รวมถึง AI และ
(5) กรอบการดำเนินนโยบายเงินเฟ้อ
เรื่องเป้าหมายเงินเฟ้อ Warsh ยืนยันคงเป้า 2% ไว้ และจะไม่ทบทวนจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่า Fed สามารถบรรลุเป้าได้จริงก่อน
ปฏิกิริยาของตลาดการเงิน
ตลาดตราสารหนี้ตอบรับข่าวนี้เพียงเล็กน้อยเพราะรับรู้ข่าวไปก่อนหน้าแล้ว ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯระยะกลาง-ยาวปรับขึ้นเพียงเล็กน้อย โดยอายุ 10 ปี ปรับขึ้นจาก 4.42% เป็น 4.47%
• อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 2 ปีพุ่งขึ้น 16 bps แตะ 4.21% ซึ่งสูงสุดในรอบกว่าปี
• ดัชนี Dow Jones -0.98%, S&P 500 -1.21% และ Nasdaq -1.34%
• ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นราว 1%
• ทองคำร่วงกว่า 2%
มุมมองการลงทุน
KAsset มีมุมมองว่า ตราสารหนี้โลกในระยะข้างหน้าให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตราสารหนี้ในประเทศ เนื่องจากให้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ย (Running Yield) ในระดับสูงกว่าดอกเบี้ยในประเทศ แต่จะมีความผันผวนระหว่างทางที่สูงกว่าอย่างมีนัยยะ
แม้ Fed จะส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นแต่ตลาดได้รับรู้ปัจจัยดังกล่าวไปแทบทั้งหมดแล้ว ผลกระทบต่อราคาตราสารหนี้จึงจำกัด นอกจากนี้ หากเงินเฟ้อและเศรษฐกิจทยอยกลับสู่ภาวะปกติ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรมีโอกาสปรับลดลงในช่วง 6–12 เดือนข้างหน้า จะช่วยสร้างกำไรจากราคาตราสาร (Capital Gain)
สำหรับประเทศไทย
KAsset มีมุมมองว่าการเปลี่ยนมุมมองของ Fed น่าจะส่งผลต่อไทยน้อย เนื่องจากคาดว่า ธปท. จะยังให้น้ำหนักกับการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นหลัก เศรษฐกิจไทยแม้จะดีขึ้น แต่ยังเปราะบางจากการพึ่งพาภาคท่องเที่ยวและการส่งออกที่ยังผันผวน
ในด้านราคาน้ำมัน คาดว่าจะทรงตัวได้หลังความตึงเครียดในต่างประเทศเริ่มคลี่คลาย ทำให้แรงกดดันด้านราคาสินค้าและเงินเฟ้อของไทยในระยะยาวลดลง ภายใต้บริบทนี้จึงมีโอกาสน้อยที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลให้สภาพแวดล้อมด้านดอกเบี้ยยังเอื้อต่อการลงทุนในตราสารหนี้
กองทุนตราสารหนี้ ที่ KAsset แนะนำ
กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ความผันผวนต่ำ
แนะนำ “สามารถเข้าลงทุนได้ตลอด” เหมาะสำหรับการพักเงินลงทุนระยะสั้นและรับความเสี่ยงได้ต่ำ
• K-SF ลงทุนระยะสั้น 1-3 เดือน
• K-SFPLUS ลงทุนระยะสั้น 3-6 เดือน
กองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง/ยาว
เน้นกองทุนที่มีการกระจายการลงทุนไปทั้งไทยและต่างประเทศ โดยตราสารหนี้เริ่มกลับมาน่าสนใจมากขึ้น ระดับผลตอบแทนปัจจุบันสะท้อนความเสี่ยงไปพอสมควร และหากเงินเฟ้อเริ่มชะลอลงหรือเศรษฐกิจโลกอ่อนแรงลงในระยะถัดไป ก็อาจเป็นปัจจัยบวกต่อราคาตราสารหนี้เพิ่มเติม
• K-FIXEDPRO
แนะนำถือครองอย่างน้อย 1.5 ปี ลงทุนในตราสารหนี้ในประเทศพร้อมกระจายการลงทุนไปต่างประเทศประมาณ 10–40% (พอร์ตการลงทุนต่างประเทศปัจจุบันเน้นสหรัฐฯ) ปรับDurationได้ยืดหยุ่น
กองทุนตราสารหนี้โลก
แนะนำ “ทยอยลงทุน”และ “ถือครองต่อได้” เนื่องจาก Bond Yield โลกยังอยู่ในระดับสูง ช่วยสร้างกระแสเงินสดจากดอกเบี้ย (Carry) และดอกเบี้ยที่ได้รับยังคงสูงกว่าดอกเบี้ยในไทยอย่างมีนัยยะ แม้ในระยะสั้นอาจยังไม่ได้รับกำไรจากราคาตราสาร (Capital Gain) และอาจมีความผันผวนสูง
• K-GDBOND
แนะนำถือครองอย่างน้อย 3 ปีในระยะกลางถึงยาว กระจายการลงทุนในตราสารหนี้หลายประเภททั่วโลกผ่านกองทุนหลัก PIMCO GIS Income Fund กองทุนเน้นลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดีเป็นหลัก อันดับความน่าเชื่อถือเฉลี่ยที่ระดับ AA-(Inter) และมีการกระจายการลงทุนที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกองทุนลงทุนในตราสารหนี้อายุค่อนข้างยาว จึงอาจมีความผันผวนระยะสั้นได้จาก Bond Yield ที่ปรับขึ้นบางช่วง