ปีที่ผ่านมา ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่เศรษฐกิจทั่วโลกเผชิญความผันผวนอย่างหนักจากหลายปัจจัย
ทำให้หลายคนตัดสินใจเริ่มปรับกลยุทธ์เพื่อลดความเสี่ยง บางส่วนก็เลือกขายสินทรัพย์ออก บางส่วนก็เลือกหยุดลงทุนและรอดูสถานการณ์ให้ชัดเจนขึ้นในปีนี้
แม้การตัดสินใจเหล่านี้จะดูเป็นการ “ป้องกันตัว” ในระยะสั้น แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็อาจทำให้พลาดโอกาสสำคัญโดยไม่รู้ตัว
นั่นเพราะตลาดมักมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่ผันผวน คาดเดาทิศทางได้ยาก การที่นักลงทุนถอดใจไปก่อนตั้งแต่ช่วงที่ตลาดตกต่ำ อาจทำให้พลาดจังหวะทำกำไรช่วงตลาดฟื้นตัวไปอย่างน่าเสียดาย
ประเด็นถัดมา คือผลตอบแทนที่ได้อาจลดลง หรือแทบไม่ได้เลย
เพราะการออกจากตลาด แล้วพยายามจับจังหวะเข้าลงทุนใหม่ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเข้าซื้อในช่วงราคาสูงกว่าที่ควรจะเป็น ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น และโอกาสสร้างผลตอบแทนของพอร์ตก็ลดลงไปด้วย
ในความเป็นจริงแล้ว การลงทุนที่มีโอกาสสร้างผลลัพธ์ ไม่ใช่การพยายามหลบความผันผวน แต่คือการลงทุนอย่างต่อเนื่องในทุกสภาวะตลาด หรือที่เราเรียกว่า “Stay Invested” ซึ่งเป็นกลยุทธ์การลงทุน ที่เปิดโอกาสให้พอร์ตโตถึง 3 ทางด้วยกัน
ทางที่ 1) เปิดโอกาสสร้างผลตอบแทนในวันที่ตลาดกลับมา
ตลาดการเงินมีวัฏจักรขึ้นลงเป็นเรื่องปกติ และที่ผ่านมา ตลาดสามารถฟื้นตัวกลับมาได้เสมอ เพียงแต่ไม่มีใครรู้ว่าจุดเปลี่ยนคือตรงไหน การหยุดลงทุนเพื่อรอความมั่นใจ จึงอาจทำให้พลาดช่วงเวลาสำคัญที่ตลาดเริ่มฟื้น ซึ่งมักเป็นช่วงสั้น ๆ แต่กลับส่งผลกระทบอย่างมากต่อผลตอบแทนระยะยาว
ข้อมูลผลตอบแทนของดัชนี S&P 500 ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา (1995-2024) พบว่า 78% ของวันที่หุ้นขึ้นแรง มักจะเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดกำลังแย่ และช่วงที่ตลาดเพิ่งเริ่มฟื้นตัว ซึ่งการที่นักลงทุนตัดสินใจรีบออกจากตลาดเร็วเกินไป ก็อาจทำให้พลาดโอกาสทำกำไรไปอย่างน่าเสียดาย
โดยจากสถิติจาก Hartford Funds ระบุว่า นักลงทุนที่ไม่ได้อยู่ในช่วง 10 วันที่ดีที่สุดของตลาด ผลตอบแทนรวมของพอร์ตจะหายไปถึง 50% และหากไม่ได้อยู่ในตลาดในช่วง 30 วัน ผลตอบแทนก็จะลดลงมากถึง 83% เท่ากับว่าผลกำไรเกือบทั้งหมดที่ควรจะได้รับตลอด 30 ปี แทบจะหายไปทันที
จะเห็นได้ว่าความเสี่ยงที่แท้จริงของการลงทุนไม่ใช่ราคาสินทรัพย์ปรับตัวลงอย่างเดียว แต่คือการไม่อยู่ในตลาดในวันที่ราคาสินทรัพย์ปรับขึ้นนั่นเอง
การ Stay Invested จึงเป็นการการันตีว่านักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของตลาดด้วยเช่นกัน
ทางที่ 2) เปิดโอกาสลดความเสี่ยงจากการจับจังหวะตลาด
สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนควรรู้ การคาดการณ์ตลาดให้ถูกต้อง 100% เป็นสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้ แม้แต่นักลงทุนมืออาชีพก็ตาม การลงทุนอย่างสม่ำเสมอจึงช่วยเฉลี่ยต้นทุน และลดความเสี่ยงจากการเข้าซื้อผิดจังหวะ ที่จะช่วยทำให้พอร์ตไม่เสียหายรุนแรงเกินไปในช่วงที่ตลาดผันผวน
จากข้อมูลงานวิจัยของ Charles Schwab ได้ทำการเปรียบเทียบผลตอบแทนของนักลงทุน 4 ประเภท ที่ลงทุนปีละ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในดัชนี S&P 500 ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2005-2024
● กลุ่ม Perfect Timing (จับจังหวะเก่ง ซื้อจุดต่ำสุดของปี) ทำกำไรได้ 186,077 ดอลลาร์สหรัฐ
● กลุ่ม Invest Immediately (ลงทุนสม่ำเสมอ) ทำกำไรได้ 170,555 ดอลลาร์สหรัฐ
● กลุ่ม Bad Timing (โชคร้าย ซื้อจุดสูงสุดของปี) ทำกำไรได้ 151,343 ดอลลาร์สหรัฐ
● กลุ่ม Stay in Cash (ถือเงินสด รอจังหวะลงทุนเพื่อเข้า) ทำกำไรได้เพียง 47,357 ดอลลาร์สหรัฐ
จะเห็นว่ากลุ่มที่มีการลงทุนสม่ำเสมอ สามารถทำกำไรได้พอ ๆ กับกลุ่มที่ลงทุนในจังหวะที่ดีของตลาด ขณะที่กลุ่มรอลงทุน กลับทำกำไรได้ต่ำที่สุด รวมถึงกลุ่มจับจังหวะพลาด ที่ได้กำไรน้อยรองลงมา
จะเห็นได้ว่า การลงทุนแบบต่อเนื่องจึงวิธีที่ไม่ซับซ้อน และยังช่วยลดความเสี่ยงไปพร้อมกับการเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนได้อย่างชัดเจน
ทางที่ 3) เปิดโอกาสให้ดอกเบี้ยทบต้นทำงานอย่างเต็มที่
การลงทุนระยะยาว วิธี Stay Invested สามารถสร้างผลตอบแทนต่อยอดจากผลตอบแทนเดิมได้เรื่อย ๆ ซึ่งความสม่ำเสมอเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างกำไร ผ่านเงื่อนไขที่มีชื่อว่า “ดอกเบี้ยทบต้น” โดยนำกำไรที่ได้ กลับไปลงทุนในพอร์ตไปเรื่อย ๆ โดยไม่ถอนออกมาใช้ ซึ่งทำให้ผลตอบแทนที่ได้ก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
หากเปรียบเทียบการลงทุน 2 แบบ ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้น และแบบ Stay Invested ผ่านการลงทุนในกองทุนด้วยเงินต้น 100,000 บาท โดยสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี ในระยะเวลา 20 ปีเท่ากัน จะได้ผลลัพธ์ตามนี้
1. กลุ่มเก็งกำไรระยะสั้น
เป็นกลุ่มถอนผลตอบแทนออกมาใช้ทุกปี โดยไม่นำกลับไปลงทุนต่อ ทำให้เงินต้นคงที่อยู่ที่ 100,000 บาท ตลอด
กำไรที่ได้ต่อปีคือ 10,000 บาท รวม 20 ปี เป็นเงิน 200,000 บาท
เมื่อรวมเงินต้น มูลค่าพอร์ตสุดท้ายจะอยู่ที่ 300,000 บาท
2. กลุ่ม Stay Invested
กลุ่มที่ลงทุนต่อเนื่องโดยไม่ถอนเงินออกมาใช้ โดยให้ดอกเบี้ยของปีแรก ทบกลายเป็นเงินต้นของปีถัดไป
ปีที่ 1 เงินต้น 100,000 + กำไร 10,000 = เงินก้อนใหม่ 110,000 บาท
ปีที่ 2 คิดกำไร 10% จากยอด 110,000 = ได้กำไร 11,000 รวมเป็น 121,000 บาท
ปีที่ 3 คิดกำไร 10% จากยอด 121,000 = ได้กำไร 12,100 รวมเป็น 133,100 บาท
เมื่อทบไปเรื่อย ๆ จนถึงปีที่ 20 มูลค่าพอร์ตสุดท้ายจะกระโดดขึ้นไปถึง 672,750 บาท!
จะเห็นได้ว่า ด้วยเงินต้นและระยะเวลาที่เท่ากัน แต่การลงทุนแบบ Stay Invested กลับสามารถทำให้พอร์ตลงทุนเติบโตได้มากกว่าเดิมมากถึง 2.2 เท่าด้วยกัน
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า Stay Invested ไม่ใช่การอดทนลงทุนไปเรื่อย ๆ แต่คือการไม่ตัดโอกาสในการสร้างกำไรให้พอร์ต และปล่อยให้กลไกของตลาดและเวลา ทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่
ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้น การมองพอร์ตในภาพรวมจึงสำคัญกว่าการเลือกสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว การกระจายความเสี่ยง Asset Allocation ให้เหมาะสม โดยเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงอย่างตราสารหนี้ จะช่วยลดความผันผวนและพยุงพอร์ตให้เดินหน้าต่อได้ในระยะยาว
เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ Core Portfolio และช่วยให้การ Stay Invested เป็นไปอย่างราบรื่นในทุกจังหวะเศรษฐกิจ KAsset ขอแนะนำ 4 กองทุนตราสารหนี้คุณภาพ ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทุกสภาวะตลาด และเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสมดุลให้พอร์ตการลงทุน
1. K-SF
นโยบาย: ลงทุนในตราสารหนี้รัฐบาลและเอกชนระยะสั้นเกรด A ทั้งในและต่างประเทศ มีความมั่นคงและสภาพคล่องสูง ผันผวนต่ำ
2. K-SFPLUS
นโยบาย: ลงทุนทั้งในตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชนระยะสั้นเกรด A+ รวมถึงเงินฝากต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่มากขึ้นกว่าเดิม และช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีขึ้น
3. K-FIXED
นโยบาย: เน้นลงทุนในตราสารหนี้ไทยระยะกลาง-ยาว ทั้งรัฐบาลและเอกชน ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือดี (Investment Grade) ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอและมั่นคง แม้ในช่วงตลาดผันผวน
4. K-FIXEDPLUS
นโยบาย: ลงทุนตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาวคุณภาพดี (Investment Grade) ทั้งไทยและต่างประเทศ ปรับพอร์ตยืดหยุ่นเพื่อหาจังหวะทำกำไร และรับผลประโยชน์จากช่วงดอกเบี้ยขาลง ยิ่งลงทุนนานยิ่งดีต่อพอร์ต
สนใจลงทุนได้ง่าย ๆ ผ่านแอปฯ K-My Funds เริ่มต้นเพียง 500 บาท
ข้อมูล ณ วันที่ 26 กรกฎาคม 2025
คำเตือน : กองทุนนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน