2/5/2026

เพราะอะไร? ในวันที่ตลาดการลงทุนผันผวน เราจึงไม่ควรหยุดลงทุน

​​​​ปีที่ผ่านมา ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่เศรษฐกิจทั่วโลกเผชิญความผันผวนอย่างหนักจากหลายปัจจัย

ทำให้หลายคนตัดสินใจเริ่มปรับกลยุทธ์เพื่อลดความเสี่ยง บางส่วนก็เลือกขายสินทรัพย์ออก บางส่วนก็เลือกหยุดลงทุนและรอดูสถานการณ์ให้ชัดเจนขึ้นในปีนี้

แม้การตัดสินใจเหล่านี้จะดูเป็นการ “ป้องกันตัว” ในระยะสั้น แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็อาจทำให้พลาดโอกาสสำคัญโดยไม่รู้ตัว

นั่นเพราะตลาดมักมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่ผันผวน คาดเดาทิศทางได้ยาก การที่นักลงทุนถอดใจไปก่อนตั้งแต่ช่วงที่ตลาดตกต่ำ อาจทำให้พลาดจังหวะทำกำไรช่วงตลาดฟื้นตัวไปอย่างน่าเสียดาย
ประเด็นถัดมา คือผลตอบแทนที่ได้อาจลดลง หรือแทบไม่ได้เลย

เพราะการออกจากตลาด แล้วพยายามจับจังหวะเข้าลงทุนใหม่ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเข้าซื้อในช่วงราคาสูงกว่าที่ควรจะเป็น ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น และโอกาสสร้างผลตอบแทนของพอร์ตก็ลดลงไปด้วย

ในความเป็นจริงแล้ว การลงทุนที่มีโอกาสสร้างผลลัพธ์ ไม่ใช่การพยายามหลบความผันผวน แต่คือการลงทุนอย่างต่อเนื่องในทุกสภาวะตลาด หรือที่เราเรียกว่า “Stay Invested” ซึ่งเป็นกลยุทธ์การลงทุน ที่เปิดโอกาสให้พอร์ตโตถึง 3 ทางด้วยกัน

ทางที่ 1) เปิดโอกาสสร้างผลตอบแทนในวันที่ตลาดกลับมา
ตลาดการเงินมีวัฏจักรขึ้นลงเป็นเรื่องปกติ และที่ผ่านมา ตลาดสามารถฟื้นตัวกลับมาได้เสมอ เพียงแต่ไม่มีใครรู้ว่าจุดเปลี่ยนคือตรงไหน การหยุดลงทุนเพื่อรอความมั่นใจ จึงอาจทำให้พลาดช่วงเวลาสำคัญที่ตลาดเริ่มฟื้น ซึ่งมักเป็นช่วงสั้น ๆ แต่กลับส่งผลกระทบอย่างมากต่อผลตอบแทนระยะยาว

ข้อมูลผลตอบแทนของดัชนี S&P 500 ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา (1995-2024) พบว่า 78% ของวันที่หุ้นขึ้นแรง มักจะเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดกำลังแย่ และช่วงที่ตลาดเพิ่งเริ่มฟื้นตัว ซึ่งการที่นักลงทุนตัดสินใจรีบออกจากตลาดเร็วเกินไป ก็อาจทำให้พลาดโอกาสทำกำไรไปอย่างน่าเสียดาย

โดยจากสถิติจาก Hartford Funds  ระบุว่า นักลงทุนที่ไม่ได้อยู่ในช่วง 10 วันที่ดีที่สุดของตลาด ผลตอบแทนรวมของพอร์ตจะหายไปถึง 50% และหากไม่ได้อยู่ในตลาดในช่วง 30 วัน ผลตอบแทนก็จะลดลงมากถึง 83% เท่ากับว่าผลกำไรเกือบทั้งหมดที่ควรจะได้รับตลอด 30 ปี แทบจะหายไปทันที

จะเห็นได้ว่าความเสี่ยงที่แท้จริงของการลงทุนไม่ใช่ราคาสินทรัพย์ปรับตัวลงอย่างเดียว แต่คือการไม่อยู่ในตลาดในวันที่ราคาสินทรัพย์ปรับขึ้นนั่นเอง

การ Stay Invested จึงเป็นการการันตีว่านักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของตลาดด้วยเช่นกัน 

ทางที่ 2) เปิดโอกาสลดความเสี่ยงจากการจับจังหวะตลาด
สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนควรรู้ การคาดการณ์ตลาดให้ถูกต้อง 100% เป็นสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้ แม้แต่นักลงทุนมืออาชีพก็ตาม การลงทุนอย่างสม่ำเสมอจึงช่วยเฉลี่ยต้นทุน และลดความเสี่ยงจากการเข้าซื้อผิดจังหวะ ที่จะช่วยทำให้พอร์ตไม่เสียหายรุนแรงเกินไปในช่วงที่ตลาดผันผวน

จากข้อมูลงานวิจัยของ Charles Schwab ได้ทำการเปรียบเทียบผลตอบแทนของนักลงทุน 4 ประเภท ที่ลงทุนปีละ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในดัชนี S&P 500 ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2005-2024 

● กลุ่ม Perfect Timing (จับจังหวะเก่ง ซื้อจุดต่ำสุดของปี) ทำกำไรได้ 186,077 ดอลลาร์สหรัฐ
● กลุ่ม Invest Immediately (ลงทุนสม่ำเสมอ) ทำกำไรได้ 170,555 ดอลลาร์สหรัฐ
● กลุ่ม Bad Timing (โชคร้าย ซื้อจุดสูงสุดของปี) ทำกำไรได้ 151,343 ดอลลาร์สหรัฐ
● กลุ่ม Stay in Cash (ถือเงินสด รอจังหวะลงทุนเพื่อเข้า) ทำกำไรได้เพียง 47,357 ดอลลาร์สหรัฐ

จะเห็นว่ากลุ่มที่มีการลงทุนสม่ำเสมอ สามารถทำกำไรได้พอ ๆ กับกลุ่มที่ลงทุนในจังหวะที่ดีของตลาด ขณะที่กลุ่มรอลงทุน กลับทำกำไรได้ต่ำที่สุด รวมถึงกลุ่มจับจังหวะพลาด ที่ได้กำไรน้อยรองลงมา

จะเห็นได้ว่า การลงทุนแบบต่อเนื่องจึงวิธีที่ไม่ซับซ้อน และยังช่วยลดความเสี่ยงไปพร้อมกับการเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนได้อย่างชัดเจน  

ทางที่ 3) เปิดโอกาสให้ดอกเบี้ยทบต้นทำงานอย่างเต็มที่
การลงทุนระยะยาว วิธี Stay Invested สามารถสร้างผลตอบแทนต่อยอดจากผลตอบแทนเดิมได้เรื่อย ๆ ซึ่งความสม่ำเสมอเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างกำไร ผ่านเงื่อนไขที่มีชื่อว่า “ดอกเบี้ยทบต้น” โดยนำกำไรที่ได้ กลับไปลงทุนในพอร์ตไปเรื่อย ๆ โดยไม่ถอนออกมาใช้ ซึ่งทำให้ผลตอบแทนที่ได้ก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

หากเปรียบเทียบการลงทุน 2 แบบ ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้น และแบบ Stay Invested ผ่านการลงทุนในกองทุนด้วยเงินต้น 100,000 บาท โดยสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี ในระยะเวลา 20 ปีเท่ากัน จะได้ผลลัพธ์ตามนี้ 

1. กลุ่มเก็งกำไรระยะสั้น 
เป็นกลุ่มถอนผลตอบแทนออกมาใช้ทุกปี โดยไม่นำกลับไปลงทุนต่อ ทำให้เงินต้นคงที่อยู่ที่ 100,000 บาท ตลอด
กำไรที่ได้ต่อปีคือ 10,000 บาท รวม 20 ปี เป็นเงิน 200,000 บาท
เมื่อรวมเงินต้น มูลค่าพอร์ตสุดท้ายจะอยู่ที่ 300,000 บาท
​
2. กลุ่ม Stay Invested 
กลุ่มที่ลงทุนต่อเนื่องโดยไม่ถอนเงินออกมาใช้ โดยให้ดอกเบี้ยของปีแรก ทบกลายเป็นเงินต้นของปีถัดไป

ปีที่ 1 เงินต้น 100,000 + กำไร 10,000 = เงินก้อนใหม่ 110,000 บาท
ปีที่ 2 คิดกำไร 10% จากยอด 110,000 = ได้กำไร 11,000 รวมเป็น 121,000 บาท
ปีที่ 3 คิดกำไร 10% จากยอด 121,000 = ได้กำไร 12,100 รวมเป็น 133,100 บาท

เมื่อทบไปเรื่อย ๆ จนถึงปีที่ 20 มูลค่าพอร์ตสุดท้ายจะกระโดดขึ้นไปถึง 672,750 บาท!

จะเห็นได้ว่า ด้วยเงินต้นและระยะเวลาที่เท่ากัน แต่การลงทุนแบบ Stay Invested กลับสามารถทำให้พอร์ตลงทุนเติบโตได้มากกว่าเดิมมากถึง 2.2 เท่าด้วยกัน

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า Stay Invested ไม่ใช่การอดทนลงทุนไปเรื่อย ๆ แต่คือการไม่ตัดโอกาสในการสร้างกำไรให้พอร์ต และปล่อยให้กลไกของตลาดและเวลา ทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่

ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้น การมองพอร์ตในภาพรวมจึงสำคัญกว่าการเลือกสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว การกระจายความเสี่ยง Asset Allocation ให้เหมาะสม โดยเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงอย่างตราสารหนี้ จะช่วยลดความผันผวนและพยุงพอร์ตให้เดินหน้าต่อได้ในระยะยาว

625067068_1351407717026889_1067115451798160625_n.jpg

เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ Core Portfolio และช่วยให้การ Stay Invested เป็นไปอย่างราบรื่นในทุกจังหวะเศรษฐกิจ KAsset ขอแนะนำ 4 กองทุนตราสารหนี้คุณภาพ ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทุกสภาวะตลาด และเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสมดุลให้พอร์ตการลงทุน 

1. K-SF
นโยบาย: ลงทุนในตราสารหนี้รัฐบาลและเอกชนระยะสั้นเกรด A ทั้งในและต่างประเทศ มีความมั่นคงและสภาพคล่องสูง ผันผวนต่ำ

2. K-SFPLUS
นโยบาย: ลงทุนทั้งในตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชนระยะสั้นเกรด A+ รวมถึงเงินฝากต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่มากขึ้นกว่าเดิม และช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีขึ้น

3. K-FIXED
นโยบาย: เน้นลงทุนในตราสารหนี้ไทยระยะกลาง-ยาว ทั้งรัฐบาลและเอกชน ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือดี (Investment Grade) ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอและมั่นคง แม้ในช่วงตลาดผันผวน

4. K-FIXEDPLUS
นโยบาย: ลงทุนตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาวคุณภาพดี (Investment Grade) ทั้งไทยและต่างประเทศ ปรับพอร์ตยืดหยุ่นเพื่อหาจังหวะทำกำไร และรับผลประโยชน์จากช่วงดอกเบี้ยขาลง ยิ่งลงทุนนานยิ่งดีต่อพอร์ต

​สนใจลงทุนได้ง่าย ๆ ผ่านแอปฯ K-My Funds เริ่มต้นเพียง 500 บาท

ข้อมูล ณ วันที่ 26 กรกฎาคม 2025​

คำเตือน : กองทุนนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน ​

Yes
2/5/2026
0
situation