เชื่อว่ามนุษย์เงินเดือนหลายคน พอเห็นเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ Provident Fund หรือ PVD ถูกหักจากเงินเดือนทุกเดือน ก็อาจรู้สึกว่า อย่างน้อยเรื่องเกษียณ เราก็เริ่มเตรียมไว้แล้ว
เพราะทุกเดือน เงินส่วนหนึ่งจะถูกสะสมเข้ากองทุนอย่างสม่ำเสมอ และในหลายบริษัทยังมีเงินสมทบจากนายจ้างเพิ่มเข้ามาอีกด้วย
จึงไม่แปลกที่เราจะรู้สึกว่า เราได้เตรียมตัวเรื่องการเกษียณไว้แล้ว แต่การมี PVD อยู่แล้ว ก็ยังไม่ได้แปลว่าเงินเกษียณจะเพียงพอกับเป้าหมายเสมอไป ลองดูจาก 2 เรื่องนี้
1. ออมสม่ำเสมอ แต่อาจยังออมไม่มากพอ
ข้อมูลจาก ก.ล.ต. ณ วันที่ 24 ก.ค. 2569 พบว่า 67% ของสมาชิก PVD ส่งเงินสะสมเข้ากองทุนไม่เกิน 5% ของเงินเดือน
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 5% ไม่ได้หมายความว่าน้อยเกินไปสำหรับทุกคน เพราะแต่ละคนย่อมมีรายได้ ค่าใช้จ่าย และเป้าหมายเกษียณต่างกัน
แต่ตัวเลขนี้ก็ชวนให้กลับมาถามว่า เงินที่เราออมอยู่ทุกเดือน มากพอกับชีวิตหลังเกษียณที่อยากมีแล้วหรือยัง ?
เพราะต่อให้ออมอย่างสม่ำเสมอ แต่ถ้าจำนวนเงินที่ออมยังไม่มากพอ เงินก้อนที่เราอยากมีไว้ใช้ยามเกษียณก็อาจยังห่างจากเป้าหมายได้
2. มีเวลาลงทุนอีกนาน แต่จัดพอร์ตไม่เหมาะสมกับเป้าหมาย
อีกข้อมูลที่น่าสนใจคือ สมาชิก PVD ที่สามารถเลือกนโยบายลงทุนเองได้ มีการจัดสรรเงินใน ตราสารหนี้สูงถึง 61%
ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าตราสารหนี้ไม่ดี เพราะตราสารหนี้ก็ถือว่ามีบทบาทช่วยลดความผันผวนของพอร์ต โดยเฉพาะเมื่อเข้าใกล้วัยเกษียณ
แต่สำหรับคนที่ยังมีเวลาอีกหลายปีกว่าจะเกษียณ หากจัดพอร์ตที่มีแต่สินทรัพย์เสี่ยงต่ำมากไป เงินก้อนนี้ก็อาจเติบโตไม่ทันกับเป้าหมายที่วางไว้ได้ หากพบว่า วันนี้เงินออมยังไม่มากพอ หรือพอร์ตที่มีอยู่ยังไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด เราก็สามารถใช้เครื่องมืออื่นเข้ามาช่วยเสริมได้
หนึ่งในนั้นคือ RMF กองทุนไม่ได้มีบทบาทแค่เรื่องลดหย่อนภาษี แต่ยังช่วยต่อยอดแผนเกษียณได้ทั้งในมุมของการออมและการลงทุน
สร้างวินัยการออมระยะยาว
RMF กำหนดให้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเว้นการซื้อได้ไม่เกิน 1 ปี ช่วยให้การสะสมเงินเพื่อเกษียณไม่ขาดช่วงง่าย ๆ
กันเงินไว้ใช้ยามเกษียณ
หากต้องการขายคืนตามเงื่อนไข ต้องมีอายุอย่างน้อย 55 ปีบริบูรณ์ และถือหน่วยลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี จึงช่วยให้เงินก้อนนี้ถูกเก็บไว้สำหรับเป้าหมายเกษียณจริง ๆ
เพิ่มโอกาสให้เงินเติบโต
RMF มีนโยบายลงทุนหลากหลาย ตั้งแต่ตราสารหนี้ หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ไปจนถึงสินทรัพย์อื่น ๆ สามารถเลือกพอร์ตให้เหมาะกับระยะเวลาลงทุนและความเสี่ยงที่รับได้
ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
เงินลงทุนใน RMF ใช้ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ ตามเกณฑ์ที่กำหนด
แล้วถ้าจะเลือก RMF สักกอง ควรเลือกแบบไหน เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายที่แตกต่างกัน?
KAsset จึงแนะนำกลุ่มกองทุนผสม 𝐊-𝐖𝐞𝐚𝐥𝐭𝐡𝐏𝐋𝐔𝐒 RMF 𝐒𝐞𝐫𝐢𝐞𝐬 กระจายการลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ทางเลือกทั่วโลกในกองเดียว มั่นใจได้กับพาร์ตเนอร์ระดับโลก J.P.Morgan Asset Management เป็นผู้ให้คำปรึกษาข้อมูลเชิงลึก เลือกกองทุนได้ตามระดับความเสี่ยงที่รับได้
► K-WPLIGHTRMF
ลงทุนตราสารหนี้ 85% หุ้นทั่วโลก 15%
ช่วยลดความผันผวนของพอร์ต สำหรับช่วงที่เข้าใกล้เป้าหมายเกษียณ และอยากให้เงินก้อนที่สะสมมามีความมั่นคงมากขึ้น
► K-WPBALRMF
ลงทุนตราสารหนี้ 70% หุ้นทั่วโลก 30% บาลานซ์ระหว่างความมั่นคงกับโอกาสเติบโต เหมาะกับคนที่ยังมีเวลาลงทุน แต่ไม่ต้องการให้พอร์ตเกษียณผันผวนมากเกินไป
► K-WPSPEEDRMF
ลงทุนตราสารหนี้ 35% หุ้นทั่วโลก 65%
เพิ่มน้ำหนักหุ้นมากขึ้น เหมาะกับคนที่ยังมีเวลาอีกหลายปีกว่าจะเกษียณ
► K-WPULTIRMF
ลงทุนตราสารหนี้ 15% หุ้นทั่วโลก 85%
เน้นโอกาสเติบโตในระยะยาว เหมาะกับคนที่ยังมีเวลาลงทุนอีกนาน และพร้อมรับความผันผวนที่สูงขึ้นเพื่อเป้าหมายในอนาคต
แล้วถ้าวันหนึ่ง 'ต้องลาออกหรือย้ายงาน' ล่ะ ?
สำหรับใครที่มีแพลนจะลาออกหรือย้ายงาน ก็สามารถพิจารณาโอนเงิน PVD ไป RMF for PVD ของกลุ่มกองทุน 𝐊-𝐖𝐞𝐚𝐥𝐭𝐡𝐏𝐋𝐔𝐒 RMF 𝐒𝐞𝐫𝐢𝐞𝐬 ได้เช่นกัน เพื่อให้เงินก้อนนี้ยังลงทุนต่อไปสำหรับเป้าหมายเกษียณได้ โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมการโอน และไม่ถูกนำมาคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีเพิ่ม
เราลองมาฟังมุมมองจากผู้จัดการกองทุน คุณสุธีวัน พงศธราธิก,CFA ของ KAsset กันว่า ทำไมช่วงย้ายงานแบบนี้ การมูฟเงิน PVD มาที่ K-WealthPLUS Series RMF ถึงน่าสนใจ
ขั้นตอนการโอนย้ายมาที่ บลจ.กสิกรไทย ยังทำได้ง่าย สะดวก และฟรี! ไม่มีค่าธรรมเนียม ง่ายๆ ผ่าน K-My Fund หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ KAsset Contact Center โทร 02-673-3888 กด 1 ในระหว่างวันและเวลาทำการ