ตลาดหุ้นเอเชียวันนี้ (1 เม.ย. 2026) ต่างเปิดบวก
โดยดัชนี MSCI Asia Pacific +4% ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในภูมิภาคพุ่งขึ้น +6.5% หลังจากมีความหวังว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางเข้าใกล้จุดสิ้นสุด ทำให้ตลาดหุ้นเอเชียกลับมาเป็นบวกได้หลังเดือนที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในรอบ 17 ปี หากความขัดแย้งคลี่คลาย จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน และคลายความกังวลเรื่องราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมา
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น
ปรับตัวขึ้นดี โดยดัชนี Nikkei +4.3% นำโดยกลุ่มการเงิน และดัชนี Topix +3.79% หลังจากที่ปธน.ทรัมป์ประกาศว่าสงครามน่าจะสามารถจบได้ใน 2-3 อาทิตย์ ส่วนตลาดเกาหลีใต้ปรับตัวขึ้นกว่า 6.5% โดยเฉพาะหุ้นขนาดเล็กของ Kospi ที่ปรับตัวขึ้น 5.3% หลังจากที่ตัวเลขการส่งออกของเกาหลีใต้ในเดือนมีนาคมปรับตัวขึ้นถึง 48% จากปีที่แล้ว
ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกง
ปรับตัวขึ้นเช่นกัน ดัชนี CSI 300 ของตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่+1.47% และดัชนี Hang Seng ของฮ่องกง +1.71% นำโดยกลุ่มวัสดุพื้นฐาน
โดยภาพรวม วันนี้ถือเป็นวันที่ Sentiment เชิงบวกกลับมาชัดเจน หลังช่วงก่อนหน้าตลาดเผชิญแรงกดดันหนักจากความกังวลสงครามตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่สูง
นอกจากนี้ การส่งออกที่แข็งแกร่งของเกาหลีใต้ และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ผลิตรายใหญ่ Tankan ของญี่ปุ่นที่ดีกว่าคาด ยิ่งช่วยเสริมแรงบวกในภูมิภาค
มุมมองการลงทุน
ตลาดการเงินโลกเข้าสู่โหมด Risk-off จากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยกระดับขึ้น หลังอิหร่านโจมตีศูนย์ LNG ในกาตาร์ โดยผลกระทบสะท้อนผ่านราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นแรง ซึ่ง WTI ขยับเข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้น 7bps สู่ระดับ 4.27% สะท้อนความกังวลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงาน รวมถึงการลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุน
คำแนะนำการลงทุน
ที่ผ่านมาตลาดได้มองไปถึงกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือสงครามยืดเยื้อ และได้ปรับเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดเศรษฐกิจถดถอยมากขึ้น ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงจนหลายๆ ประเทศเข้าสู่ Correction zone แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกกลับมาปรับตัวขึ้นได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งตลาดสหรัฐฯ S&P 500 และ Nasdaq
ทั้งนี้ KAsset ได้เน้นย้ำนักลงทุนมาโดยตลอดว่า เหตุการณ์ที่มาจากเรื่องภูมิรัฐศาสตร์โดยส่วนใหญ่แล้วจะกระทบตลาดหุ้นและราคาสินทรัพย์ในระยะสั้นท่านั้น แต่หากดูกรอบระยะเวลาที่ยาวขึ้น จะพบว่าเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในลักษณะนี้แทบจะไม่มีผลต่อราคาสินทรัพย์
จึงเน้นย้ำให้นักลงทุนยังคงลงทุนอย่างต่อเนื่อง (Stay Invest) และใช้จังหวะช่วงเวลาที่ตลาดปรับตัวลงเป็นโอกาสในการทยอยเข้าสะสมกองทุน
โดยเน้นกองทุนที่มีกลยุทธ์กระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก เช่น K-WealthPLUS Series ที่สามารถปรับพอร์ตได้อย่างคล่องตัว ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง KAsset และ J.P. Morgan Asset Management