สรุป 2 เหตุการณ์เด่น ที่ส่งผลต่อตลาดการลงทุน :
1. การประชุม Fed ภายใต้ Kevin Warsh มาพร้อม Regime Change... คงดอกเบี้ยตามคาด แต่ส่งสัญญาณปรับขึ้น 1 ครั้งในปีนี้
2. สหรัฐฯ–อิหร่าน ลงนามข้อตกลงสันติภาพ… ทำให้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันเงินเฟ้อลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
“ตลาดหุ้นโลกมีแนวโน้มปรับขึ้น Bond Yield สหรัฐฯ ระยะยาวปรับตัวลงหนุนราคาตราสารหนี้ ขณะที่น้ำมันร่วงลงสวนทาง”
ผู้จัดการกองทุน แนะนำให้ Stay Invested “สะสมการลงทุนต่อ เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาว”
ถึงแม้ Fed จะมีท่าทีเรื่องดอกเบี้ยเข้มงวดกว่าที่ตลาดคาด แต่ตลาดรับรู้ข่าวนี้ไปพอสมควรแล้ว เรามีมุมมองว่า ใน 1 ปีข้างหน้าไม่น่าจะขึ้นดอกเบี้ย และเงินเฟ้อมีโอกาสลดลง ซึ่งเป็นข่าวดีต่อการลงทุนใน "หุ้น" หรือสินทรัพย์เสี่ยง
ส่วนการลงทุนใน “ตราสารหนี้” มองว่า “ต่างประเทศน่าสนใจกว่าไทย” เพราะอัตราดอกเบี้ย (Yield) สูงกว่า และมีโอกาสได้กำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) หากเงินเฟ้อและเศรษฐกิจทยอยกลับสู่ภาวะปกติ และดอกเบี้ยปรับลงในระยะข้างหน้า (ราคาปรับขึ้นสวนทาง)
กองทุนที่ได้รับประโยชน์ ดังนี้ :
Core Port หรือสัดส่วนหลัก ประมาณ 70-80%
แนะนำให้ลงทุนผ่านกองทุนผสมที่กระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก พร้อมปรับกลยุทธ์อย่างคล่องตัว กลุ่มกองทุน K-WealthPLUS series
• K-WPBALANCED ลงทุนหุ้น 30% และตราสารหนี้ 70%
• K-WPSPEEDUP ลงทุนหุ้น 65% และตราสารหนี้ 35%
• K-WPULTIMATE ลงทุนหุ้น 85% และตราสารหนี้ 15%
Satellite Port หรือส่วนเสริม ประมาณ 20-30%
แนะนำการลงทุนระยะสั้นเพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาด เรามองหุ้นเทคฯ ยังไปต่อ เพื่อรับเทรนด์ AI
• K-GNEXT ลงทุนหุ้นศักยภาพโตจากนวัตกรรมทั่วโลก
• K-GTECH ลงทุนหุ้นเทคฯทั่วโลก ที่เป็นเมกะเทรนด์ เช่น AI เซมิคอนดักเตอร์ และ คลาวด์
• K-ATECH ลงทุนหุ้นเทคฯ เอเชียแปซิฟิก ที่เป็นต้นน้ำของ AI
ตราสารหนี้ สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย
มีโอกาสน้อยที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ย สภาพแวดล้อมนี้เอื้อต่อการลงทุนในตราสารหนี้
• K-SF ลงทุนระยะสั้น 1-3 เดือน
• K-SFPLUS ลงทุนระยะสั้น 3-6 เดือน
• K-FIXEDPRO ลงทุนอย่างน้อย 1.5 ปีขึ้นไป
• K-GDBOND ลงทุนอย่างน้อย 3 ปีขึ้นไป
ลงทุนได้แล้ววันนี้ ที่แอปพลิเคชัน K-My Funds เริ่มต้นเพียง 500 บาทเท่านั้น