9/17/2026

FED ปรับขึ้นดอกเบี้ย +0.25% และเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี​

สรุปการประชุม FOMC วันที่ 15–16 ก.ย. 2026 : Fed มีมติเอกฉันท์ขึ้นดอกเบี้ยตามคาด
Fed มีมติเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 3.75–4.00% ตามที่ตลาดคาด จากเงินเฟ้อที่ยังอยู่สูงกว่าเป้าหมายต่อเนื่องมานานกว่า 5 ปี โดย Warsh ระบุว่า เงินเฟ้อสูงเกินไปและอยู่ในระดับสูงมานานเกินไป และตัวเลขช่วงฤดูร้อนยังไม่บ่งชี้ว่าแนวโน้มพื้นฐานดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 

อย่างไรก็ดี Warsh มองว่า ภาวะการเงินโดยรวมยังไม่ตึงตัวมากนัก การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้จึงเป็นเพียงการลดระดับการผ่อนคลายทางการเงินลงบางส่วน และยังไม่ถือว่าเป็นการดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวด

Dot Plot ล่าสุดบ่งชี้ว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ ซึ่งคาดว่าอาจเกิดขึ้นในการประชุมเดือนธ.ค. ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยปลายปี 2026 อาจอยู่ที่ 4.00–4.25% สูงกว่า Dot Plot ในเดือนมิ.ย. นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมทั้ง 18 รายยังมองว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ พร้อมปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจและปรับลดคาดการณ์อัตราว่างงาน อย่างไรก็ดี Warsh ย้ำว่า Fed ยังไม่ได้กำหนดทิศทางดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้า และจะพิจารณาจากแนวโน้มเงินเฟ้อในภาพรวม มากกว่าการให้น้ำหนักกับข้อมูลเพียงเดือนใดเดือนหนึ่ง

ปฏิกิริยาของตลาดการเงิน
การขึ้นดอกเบี้ยถูกรับรู้ไปก่อนแล้ว แต่ท่าทีของ Fed ที่เข้มงวดกว่าคาด ทำให้พันธบัตรระยะสั้นถูกเทขาย เกิดภาวะ Twist Flattening โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปีเพิ่มขึ้นจาก 4.67% เป็น 4.74% ขณะที่อายุ 10 ปีขยับขึ้นเล็กน้อยจาก 5.00% เป็น 5.02%

• ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง โดยดัชนีDow Jones ลดลง -1.21% 
• ดัชนี S&P 500 ลดลง -0.45% และดัชนี Nasdaq ลดลง -0.01%
• ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น 0.5%
• ราคาทองคำปรับตัวลดลง -1.8%

มุมมองการลงทุน
การขึ้นดอกเบี้ยของ Fed รอบนี้เป็นไปตามที่ตลาดคาดและถูกสะท้อนผ่านราคาสินทรัพย์ไปมากแล้ว สะท้อนจากปฏิกิริยาของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล

อย่างไรก็ดี Dot Plot ที่ส่งสัญญาณว่าอาจมีการขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในเดือนธ.ค. อาจทำให้ตลาดตราสารหนี้ยังผันผวนในระยะสั้น โดยปัจจัยที่ต้องติดตามต่อ ได้แก่ ตัวเลข CPI เดือนก.ย. และทิศทางราคาน้ำมัน ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจของ Fed ในการประชุมเดือนธ.ค. หากเงินเฟ้อชะลอลง ความกังวลต่อการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอาจลดลง และเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ตลาดตราสารหนี้โลกมีโอกาสฟื้นตัวได้

คำแนะนำการลงทุน จาก บลจ.กสิกรไทย
• ผู้ลงทุนใหม่:
สำหรับผู้ลงทุนที่สามารถรับความผันผวนของตลาดตราสารหนี้ในบางช่วงได้ แนะนำทยอยลงทุนใน K-GDBOND เพื่อกระจายจังหวะการลงทุนในช่วงที่ตลาดยังมีความผันผวน

โดยอาจแบ่งเงินบางส่วนพักอยู่ในกองทุนตราสารหนี้ที่มี Duration สั้น เช่น K-SF/ K-SFPLUS หรือ K-GSF ควบคู่กัน เพื่อช่วยลดความผันผวนระหว่างทาง และรอทยอยเพิ่มสัดส่วนใน K-GDBOND เมื่อมีจังหวะที่เหมาะสม เพื่อรับประโยชน์จาก Yield ที่อยู่ในระดับสูงในปัจจุบัน

• ผู้ลงทุนเดิม:
สำหรับผู้ที่ถือ K-GDBOND อยู่แล้ว อาจถือลงทุนต่อหรือทยอยเพิ่มลงทุนได้ เพื่อรับรายได้จากดอกเบี้ยในระดับสูง โดยระดับผลตอบแทน ณ วันที่เข้าลงทุน (Starting Yield)เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกำหนดผลตอบแทนในอนาคต พร้อมเปิดโอกาสรับประโยชน์จากราคาตราสารหนี้ที่อาจฟื้นตัว

สำหรับผู้ที่ต้องการบริหารความผันผวนระหว่างทาง ไม่จำเป็นต้องลดน้ำหนักการลงทุนใน K-GDBOND ทั้งหมด แต่สามารถทยอยปรับ Duration ของพอร์ตบางส่วน โดยสับเปลี่ยนไปยังกองทุน Duration สั้น เช่น K-SF/ K-SFPLUS หรือ K-GSF ตามระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม ขณะเดียวกันยังคงสัดส่วน K-GDBOND ไว้ เพื่อรับประโยชน์จาก Yield ที่อยู่ในระดับสูงในปัจจุบัน และโอกาสจากราคาตราสารหนี้ที่อาจฟื้นตัว หากความกังวลเรื่องทิศทางดอกเบี้ยของ Fed ลดลง

ลงทุนง่ายผ่าน K PLUS หรือ K-My Funds เริ่ม 500 บาท

ที่มา: KAsset Investment Strategy บลจ.กสิกรไทย 

ข้อมูล ณ วันที่ 17 ก.ย. 2026​​​


คำเตือน กองทุนแต่ละกองมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนแตกต่างกัน ผู้ลงทุนอาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและอาจได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรก ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน





Yes
9/17/2026
0
situation