8/28/2026

ตลาดหุ้นจะไปต่อได้หรือไม่ หาก Bond yield ปรับสูงขึ้น? 


แม้ว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) จะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2026 แต่ตลาดหุ้นโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐ ยังคงปรับตัวขึ้นได้ค่อนข้างดี สะท้อนว่าการเพิ่มขึ้นของ Yield ไม่ได้เป็นปัจจัยลบต่อหุ้นเสมอไป หากเศรษฐกิจยังเติบโตแข็งแกร่งและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนยังขยายตัวได้ ส่งผลให้ดัชนีหุ้นสหรัฐยังสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้ แม้ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีจะปรับขึ้นมากกว่า 50bps จากต้นปี


อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาพที่ดูแข็งแกร่งนี้ ตลาดหุ้นเริ่มมีความอ่อนไหวต่อการเคลื่อนไหวของ Bond Yield มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อการปรับขึ้นของ Yield สะท้อนถึงความไม่แน่นอนของเงินเฟ้อ หรือความเสี่ยงที่ธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไป สิ่งสำคัญคือ นักลงทุนไม่ได้พิจารณาเพียงว่า Yield ปรับขึ้นมากน้อยเพียงใด แต่ยังให้ความสำคัญกับสาเหตุที่ทำให้ Yield ปรับขึ้น รวมถึงความรวดเร็วของการปรับขึ้นดังกล่าวด้วย


การกลับมาของ Term Premium

การเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวในช่วงนี้มีที่มาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นความกังวลเกี่ยวกับฐานะการคลังและหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น แรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน การปรับตัวสูงขึ้นของ Bond Yield ในญี่ปุ่น รวมถึงการแข่งขันระดมทุนที่รุนแรงขึ้นจากบริษัทต่างๆ เพื่อนำเงินไปลงทุนด้าน AI 


อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผลักดันให้ Bond Yield ปรับสูงขึ้นในรอบนี้ไม่ใช่ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อเป็นหลัก แต่เป็นการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) สะท้อนว่านักลงทุนต้องการผลตอบแทนเพิ่มเติมเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากการถือพันธบัตรระยะยาว และความเสี่ยงด้านการคลังที่เพิ่มขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตลาดกำลังเห็นการกลับมาของสิ่งที่เรียกว่า “Term Premium” หลังจากที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางทั่วโลกเข้าซื้อพันธบัตรจำนวนมากจนกดระดับ Yield ให้อยู่ต่ำผิดปกติ แต่เมื่อเศรษฐกิจยังแข็งแรง เงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย และธนาคารกลางไม่จำเป็นต้องเข้ามากด Yield เหมือนในอดีต นักลงทุนจึงเริ่มประเมินใหม่ว่าระดับ Yield ระยะยาวที่เหมาะสมควรอยู่สูงกว่าที่เคย


เหตุใด "ความเร็ว" ในการปรับขึ้นของ Bond Yield จึงสำคัญ ? 

แม้ว่าระดับของ Bond Yield จะมีความสำคัญ แต่ข้อมูลจากอดีตชี้ให้เห็นว่าความเร็วในการปรับขึ้นมีผลต่อตลาดหุ้นมากกว่า โดยหาก Yield ปรับตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตลาดหุ้นมักสามารถปรับตัวและรับมือได้ แต่หาก Yield พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว มากกว่า 2 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานภายในระยะเวลา 3 เดือน ตลาดหุ้นมักตอบสนองในเชิงลบ 


ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเหตุการณ์ “Taper Tantrum” ในปี 2013 เมื่อตลาดตกใจต่อสัญญาณที่ธนาคารกลางสหรัฐอาจลดวงเงินการซื้อพันธบัตรภายใต้โครงการ QE ส่งผลให้ Yield อายุ 10 ปีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และดัชนี S&P 500 ปรับตัวลงราว 5% ภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือน


ตลาดหุ้นมักรับมือได้ยากเมื่อ Bond Yield ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง

ในอดีตทุกครั้งที่ Bond Yield อายุ 10 ปีของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงเกิน 2 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานภายในระยะเวลา 3 เดือน (เส้นสีเทา) ความสัมพันธ์ระหว่าง Bond Yield และผลตอบแทนของตลาดหุ้น (เส้นสีฟ้า) มักกลายเป็นลบมากขึ้น


Change in 10-year U.S. bond yield and the correlation between yields and S&P 500 returnsPicture2.png

Source: FactSet, Standard & Poor’s, J.P Morgan Asset Management. Data reflect most recently available as of 20/08/26. 



เมื่อ Bond Yield อยู่ในระดับที่สูงนานจนเริ่มเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโต

ในระยะยาว แม้ Yield จะปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่หากขึ้นไปอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ก็อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจได้เช่นกัน เนื่องจาก Bond Yield เป็นต้นทุนทางการเงินพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจ ทั้งในรูปของต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจ อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย และอัตราคิดลดที่ใช้ประเมินความคุ้มค่าของโครงการลงทุนใหม่ ดังนั้น Yield ที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้า สุดท้ายย่อมส่งผลให้ภาวะการเงินตึงตัวขึ้นและอาจกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้


ตลาดหุ้นยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยหุ้นเติบโต

แม้ว่าสถิติในอดีตจะช่วยให้เราเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง Bond Yield และตลาดหุ้นได้ แต่ด้วยโครงสร้างของตลาดหุ้นในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่มีสัดส่วนหุ้นเติบโตเพิ่มขึ้นมาก ทำให้มีความอ่อนไหวต่อการปรับขึ้นของ Bond Yield มากกว่าในอดีต สัดส่วนของหุ้นเทคโนโลยีในดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้นจากประมาณ 20% เป็นเกือบ 40% ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา


บริษัทจำนวนมากที่อยู่ใจกลางกระแส AI เป็นหุ้นเติบโตสูง ที่นักลงทุนคาดหวังการเติบโตและผลกำไรในในอีกหลายปีข้างหน้า มากกว่ากำไรที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จึงมีลักษณะคล้ายพันธบัตรระยะยาว (Long-Duration Bonds) ที่มูลค่าของสินทรัพย์ขึ้นอยู่กับกระแสรายได้ในอนาคตเป็นสำคัญ ดังนั้น เมื่อ Bond Yield ปรับสูงขึ้น มูลค่าปัจจุบันของกำไรที่คาดว่าจะได้รับในอนาคตก็จะถูกปรับลดลง ส่งผลให้ Valuation ของหุ้นกลุ่มเติบโต โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและ AI มีความอ่อนไหวต่อ Yield มากกว่าหุ้นประเภทอื่น 


มุมมองและนัยต่อการลงทุน

วัฏจักรการลงทุนด้าน AI ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเมื่อเทียบกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งสำคัญในอดีต นั่นหมายความว่ายังมีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนของภาคธุรกิจอีกหลายปีข้างหน้า ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของกำไรบริษัทและเป็นปัจจัยบวกต่อระดับมูลค่าของตลาดหุ้นโดยรวม อย่างไรก็ตาม การที่ดัชนี S&P 500 มีการกระจุกตัวมากขึ้นในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่และหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากธีม AI อาจทำให้ระดับมูลค่าของตลาดมีความอ่อนไหวต่อการปรับขึ้นของ Bond Yield มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ Yield ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว


ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนจึงควรให้ความสำคัญกับการกระจายการลงทุน การลงทุนอย่างมีวินัยโดยคำนึงถึงระดับมูลค่าที่เหมาะสม รวมถึงการคัดเลือกบริษัทที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่งและยั่งยืน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในสภาพแวดล้อมที่ Bond Yield มีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงและผันผวนมากขึ้นในระยะข้างหน้า​


ที่มา: KAsset Investment Strategy 27 สิงหาคม 2026

ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ทั่วไป ผู้ใช้จึงต้องระมัดระวังด้วยวิจารณญาณและรับผิดชอบในความเสี่ยงด้วยตนเอง / ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน โดยศึกษานโยบายกองทุนและความเสี่ยงได้ที่ www.kasikornasset.com







Yes
8/28/2026
0
situation