การลงทุนอย่างยั่งยืนในปี 2569 กำลังก้าวเข้าสู่ ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ หลังจากที่ปีที่ผ่านมาต้องเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมือง และความไม่แน่นอนของนโยบายส่งเสริมความยั่งยืนในหลายภูมิภาค จนทำให้นักลงทุนหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า ‘ความยั่งยืน’ ยังเป็นเรื่องจำเป็นอยู่หรือไม่ ?
อย่างไรก็ตาม Morningstar Sustainalytics ได้ระบุว่า ปีนี้จะเป็นอีกหนึ่งปีสำคัญของการลงทุนอย่างยั่งยืน โดยมี 5 เทรนด์หลักที่น่าจับตา ดังนี้
1) ESG เมกะเทรนด์ที่ยังเติบโตต่อ
แม้ปี 2568 จะเป็นปีแรกที่มีเงินทุนไหลออกจากกองทุน ESG นับตั้งแต่ปี 2561 แต่เม็ดเงินรวมในระบบยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 3.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยยุโรปยังเป็นผู้นำ ด้วยสัดส่วนกองทุน ESG ราว 20% ของกองทุนทั้งหมด ขณะที่สหรัฐฯ มีสัดส่วนเพียง 1% เท่านั้น
ที่น่าสนใจคือ ผลสำรวจพบว่า นักลงทุนรายย่อยกว่า 88% ยังคงสนใจการลงทุนแนวนี้ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเม็ดเงินในอนาคต
2) Decarbonization กลายเป็นธีมหลักของการลงทุน
ข้อมูลจาก Morningstar เผยให้เห็นว่า การลดการปล่อยคาร์บอนยังคงเป็นหนึ่งในธีมหลักของการลงทุน โดยนักลงทุนให้ความสำคัญมากขึ้นกับความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ และการปรับตัวต่อภาวะโลกร้อน ด้วยการเข้าไปมีส่วนร่วมกับบริษัทจดทะเบียน และผลักดันนโยบายด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง
3) การลงทุนในพลังงานหมุนเวียนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
การลงทุนในพลังงานหมุนเวียนยังเติบโตอย่างก้าวกระโดด แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ขยายตัวเพื่อรองรับ AI และความต้องการความมั่นคงทางพลังงาน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องจับตาคือ ‘โครงข่ายไฟฟ้า’ ที่อาจขยายตัวไม่ทัน
รวมถึงความต้องการ ‘แร่ธาตุสำคัญ’ เช่น ลิเธียม และโคบอลต์ ที่อาจยังขาดแคลน
4) การขยายตัวของตราสารหนี้ยั่งยืน
ตลาดตราสารหนี้ยั่งยืนเริ่มมีมาตรฐานที่ชัดเจนมากขึ้น ขณะที่การลงทุนที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ ก็กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย
ปัจจุบัน ตลาดตราสารหนี้ยั่งยืนมีมูลค่าทะลุ 6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยภูมิภาคที่น่าจับตามองมากที่สุดคือ ‘อาเซียน’ ซึ่งมีความต้องการลดคาร์บอนสูง และกำลังกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของเม็ดเงินลงทุนในธีมนี้
5) AI กับความเสี่ยงด้าน ESG
การเติบโตของ AI นำมาซึ่งความกังวลด้านการใช้พลังงาน การปล่อยคาร์บอน การใช้น้ำ และประเด็นด้านธรรมาภิบาล ทำให้นักลงทุนเริ่มกดดันบริษัทเทคโนโลยี ให้บริหารความเสี่ยงอย่างโปร่งใสและยั่งยืนมากขึ้น
เมื่อทิศทางลมจากทั่วโลกพัดไปทางเดียวกัน
คำถามคือ…แล้ว ‘ตลาดทุนไทย’ 🇹🇭 ตอบรับกับกระแสนี้อย่างไร?
ภาพที่เกิดขึ้นในปี 2568 ที่ผ่านมา ถือเป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า อุตสาหกรรมกองทุนรวม ESG ของไทยเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ สวนทางกับความกังวลในหลายภูมิภาค
โดยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ของกองทุน ESG ไทย พุ่งขึ้นแตะระดับ 1.5 แสนล้านบาท คิดเป็นการเติบโตกว่า 75% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า หนุนโดยกองทุน ThaiESG และ ThaiESGX ที่ได้รับผลักดันจากมาตรการภาษี และการสับเปลี่ยนจาก LTF โดยเฉพาะกองทุนตราสารหนี้ ซึ่งมีเงินไหลเข้าสูงกว่า 2 หมื่นล้านบาท
อีกหนึ่งแรงส่งสำคัญ มาจากกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐไทยเพื่อความยั่งยืน ซึ่งเป็นตราสารหนี้ระยะยาว (Duration 8–12 ปี) จึงได้รับประโยชน์ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายไทย ปรับลดลงจาก 2.25% สู่ 1.25% ในปี 2568 ส่งผลให้ราคาตราสารปรับตัวเพิ่มขึ้น
บลจ.กสิกรไทย ครองแชมป์ ESG Fund อันดับ 1 ของอุตสาหกรรม
ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2568 บลจ.กสิกรไทย มีส่วนแบ่งตลาดกองทุนรวม ThaiESG และ ThaiESGX สูงถึง 25% ซึ่งสูงสุดในอุตสาหกรรม และยังครองส่วนแบ่งตลาดกองทุนรวม ESG ทุกประเภทสูงสุดเช่นกัน ที่ระดับ 28%
ทั้งนี้ กองทุน K-ESGSI-ThaiESG มีเงินลงทุนไหลเข้ากว่า 5.6 พันล้านบาท และเป็นกองทุนประเภท ThaiESG ที่มีเงินไหลเข้าสูงสุดของอุตสาหกรรม
สำหรับผู้ที่มองหาโอกาสสร้างพอร์ตเติบโตไปกับเทรนด์โลก ไม่พลาดสิทธิประโยชน์ทางภาษี ขอแนะนำ
▪️ K-ESGSI-ThaiESG
เน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐไทยระยะยาว ความเสี่ยงต่ำ คว้าโอกาสรับผลตอบแทนในช่วงดอกเบี้ยขาลง
▪️ K-ESGBF-ThaiESG
ลงทุนโดยตรงในพันธบัตรและหุ้นกู้เอกชน ที่เป็นตราสารเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond) ในระดับ Investment Grade ขึ้นไป
ลงทุนผสมเน้นตราสารหนี้ไทย ด้วยกลยุทธ์ Positive Screening และหุ้นไทยเน้น SET ESG Ratings ระดับ AAA
เน้นลงทุนหุ้นไทยที่มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ (Target Net Zero)