ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สถานการณ์ตลาดหุ้นไทย คงทำให้หลายคนยิ้มออกมาได้บ้าง หลังจากที่ปิดท้ายเดือนกันด้วยดัชนีที่ทะยานปรับตัว จนเป็นที่น่าจับตามองทั้งในหมู่นักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างชาติ
ซึ่งเหตุผลของการพุ่งทะยานหุ้นไทยรอบนี้ มาจากปัจจัยบวกในประเทศเป็นหลัก เริ่มตั้งแต่การเลือกตั้งที่เพิ่งสิ้นสุดการนับคะแนนไป และเตรียมจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เร็วๆ นี้ ซึ่งความชัดเจนทางการเมืองไทยเพิ่มที่มากขึ้น ก็เป็นส่วนที่ช่วยดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติไหลกลับเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ
และอีกปัจจัยหนึ่งก็คือการที่กนง.ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% จาก 1.25 เหลือเพียง 1.00% ต่อปี ซึ่งเป็นการลดลงต่ำในรอบเกือบ 2 ปี เนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ บวกกับค่าเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น และภาระหนี้ครัวเรือนและ SMEs ที่ยังตึงตัว กนง.จึงหันมาใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย เพื่อพยุงและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น
ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีศักยภาพอยู่ไม่น้อย จากปัจจัยภายในประเทศที่เอื้ออำนวย ก็มีโอกาสที่ตลาดจะฟื้นตัว และปรับตัวขึ้นได้ไม่แพ้ตลาดอื่น ๆ เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยภายนอกที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด นั่นคือ สงครามตะวันออกกลาง ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในหลายด้าน โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านพลังงาน เพราะตะวันออกกลาง ถือเป็นแหล่งผลิตและส่งออกพลังงานสำคัญของโลก ความไม่แน่นอนในภูมิภาคจึงทำให้ราคาน้ำมัน และพลังงานในตลาดโลกผันผวนสูงในช่วงที่ผ่านมา
โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังได้ออกมาเตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ก็มีโอกาสที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อสูง และเศรษฐกิจชะลอตัวได้
แต่เมื่อมองดูในภาพรวมแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นนับว่าเป็น External Shock ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ถึงแม้ว่าตลาดหุ้นไทยจะมีการปรับตัวลงมาบ้างจากข่าวร้ายที่เกิดขึ้น แต่ก็เป็นไปได้สูงว่า จะเป็นแค่การปรับลงเพียงชั่วคราวและมีโอกาสที่จะฟื้นขึ้นอีกได้ในอนาคต
ซึ่งในช่วงเวลาที่ตลาดยังคงมีความผันผวนสูงเช่นนี้ การเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มั่นคง มีเกณฑ์มาตรฐานที่เชื่อถือได้ รวมถึงมีมูลค่าในระยะยาว จึงยังคงเป็นแนวทางการลงทุนที่ตอบโจทย์ที่สุดในยุคนี้
อย่างเช่น “กองทุน ThaiESG” ที่ไม่ใช่แค่การลงทุนทั่วไป เพราะเป็นกองทุนด้านความยั่งยืน(Sustainability) ที่คัดเลือกลงทุนเฉพาะบริษัทไทยที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ตามหลักการของ ESG ซึ่งมักเป็นธุรกิจที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง บริหารจัดการความเสี่ยงได้ดี และมีแนวโน้มเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว จึงช่วยเพิ่มคุณภาพและความมั่นคงให้กับพอร์ตการลงทุนได้อีกขั้น
นอกจากนี้ กองทุน ThaiESG ยังมีส่วนช่วยสนับสนุนตลาดทุนไทย เพราะเม็ดเงินลงทุนจะถูกส่งต่อไปยังบริษัทไทยที่ดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับภาคธุรกิจไทย ส่งผลดีต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวด้วยเช่นกัน
การลงทุนกับกองทุน ThaiESG จึงให้ประโยชน์มากถึงสองต่อ ทั้งในแง่ของการสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศ และการเสริมความมั่นคงให้พอร์ตลงทุนให้แข็งแกร่งพอ ที่จะรับมือกับความผันผวนอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตนั่นเอง
มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนธุรกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมเปิดโอกาสให้พอร์ตลงทุนเติบโตไปพร้อมกัน กับ 3 กองทุนกลุ่ม ThaiESG จาก KAsset ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักลงทุนหลายสไตล์ ได้แก่
● กองทุน K-ESGBF-ThaiESG
กองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ ESG ระดับ Investment Grade ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยกระจายการลงทุนในหุ้นกู้เอกชนประมาณ 30-70% เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากส่วนต่างเครดิต (Credit Spread) พร้อมบริหารพอร์ตอย่างยืดหยุ่นให้เหมาะกับสภาวะตลาดในแต่ละช่วง ช่วยกระจายความเสี่ยงและเสริมความสมดุลให้พอร์ตการลงทุน
● กองทุน K-BL30-ThaiESG
กองทุนผสมที่ลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ ESG ในสัดส่วน 30-70% เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน พร้อมช่วยลดความผันผวนของพอร์ตในเวลาเดียวกัน โดยเน้นลงทุนในหุ้นไทยที่ได้รับคะแนน SET ESG Rating ระดับ AAA และใช้กลยุทธ์คัดกรองเชิงบวก (Positive Screening) กับตราสารหนี้ เพื่อลดความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้
● กองทุน K-TNZ-ThaiESG
กองทุนหุ้นไทยที่ลงทุนตามเทรนด์ Net Zero โดยมุ่งสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงดัชนี SET100 TRI ผ่านการคัดเลือกบริษัทที่มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) และมีศักยภาพเติบโตในอนาคต ช่วยเปิดโอกาสให้พอร์ตลงทุนเติบโตไปพร้อมกับการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน