5/20/2026

ทำไมบริษัทที่ 'ลดการปล่อยก๊าชเสีย' ถึงมีโอกาส 'ทำกำไรได้มากกว่า'


เมื่อก่อน…ถ้าพูดถึงเรื่องการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก หลายคนคงคิดว่า คงเป็นแค่เรื่องการทำ CSR คืนกำไรให้สังคมอย่างเดียวใช่ไหม

แต่ในปี 2026 นี้ นิยามเหล่านั้นได้เปลี่ยนไป เพราะมันกลายเป็นเรื่องของความอยู่รอด และการเติบโตของกำไร รวมไปถึง โอกาสในการแข่งขันในระยะยาวของธุรกิจ

ซึ่งบริษัทที่ไม่ละเลยต่อสิ่งนี้ ก็จะมีแต้มต่อในตลาดแบบที่บริษัททั่วไปอาจตามไม่ทัน ไม่ว่าจะเป็น

1. ด้านต้นทุนและการแข่งขัน
รัฐบาลไทยจะคำนวณอัตราภาษีทุก ๆ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ที่ออกมา บริษัทไหนที่ยังเพิกเฉยและปล่อยก๊าซเสียเยอะ ต้นทุนก็จะยิ่งสูง ในขณะที่บริษัทที่สามารถลดก๊าซเสียนี้ได้ก่อน จะมีต้นทุนที่ต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด ทำให้มีกำไรเหลือกลับคืนมาให้นักลงทุนได้เยอะกว่า

สำหรับธุรกิจส่งออก ก็มีมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) หากสินค้าของบริษัทมีกระบวนการผลิตที่ปล่อยคาร์บอนสูง ก็จะโดนเรียกเก็บ "ค่าธรรมเนียมคาร์บอน" เพิ่มเติมทันทีที่ถึงท่าเรือยุโรป

2. ด้านการดึงดูดเม็ดเงินและพันธมิตร
ปี 2026 สถาบันการเงินและกองทุนระดับโลกต่างหันมาปล่อยสินเชื่อและลงทุนในตราสารหนี้สีเขียว (Green Bonds & Loans) มากกว่า 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีข้อกำหนดว่าจะปล่อยกู้ หรือเข้าลงทุนเฉพาะในบริษัทที่มีธรรมาภิบาลสูง และใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมเท่านั้น

โดยบริษัทที่กู้ Sustainability-Linked Loan หากทำคะแนน ESG ได้ตามเป้า ธนาคารก็จะลดดอกเบี้ยให้ต่ำกว่าปกติ เพราะมองว่ามีความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจที่ต่ำกว่า

3. ด้านผู้บริโภคและคนทำงาน
ปัจจุบันผู้บริโภคยินดีจ่ายแพงกว่าหรือเปลี่ยนไปใช้แบรนด์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม บริษัทที่ปรับตัวก่อนจึงได้ Brand Loyalty ที่เหนียวแน่น และไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงโดนแบนสินค้าในอนาคต

นอกเหนือจากนี้ บริษัทที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ยังมีโอกาสที่จะดึงดูดและรักษาคนเก่ง ๆ ให้อยู่กับองค์กรได้นานกว่าด้วย ซึ่งถือเป็นตัวช่วยลดต้นทุนทางอ้อมในการจัดหาและเทรนนิ่งพนักงานใหม่ด้วยนั่นเอง

 ในฐานะนักลงทุน ลองถามตัวเองว่า เราจะเลือกลงทุนกับ บลจ.ไหน ที่จะการันตีคุณภาพด้านความยั่งยืนได้ดีกว่า ?

แต่นักลงทุนสามารถไว้วางใจ KAsset ได้ เพราะเราคือ บลจ. อันดับ 1 ด้านกองทุนความยั่งยืน ที่ถูกพิสูจน์แล้วด้วย 5 รางวัลในระดับประเทศและสากล ตั้งแต่ปี 2567-2569 ไม่ว่าจะเป็น SET Awards, Triple A Sustainable Investing Awards, FSA House Awards และ Best of the Best Awards (Best ESG Manager และ Best ESG Engagement Initiative)

ถ้าอยากลงทุนในธุรกิจที่มีแต้มต่อ พร้อมได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีไปในตัว กองทุน K-TNZ-ThaiESG คือคำตอบ !

โดยกองทุนจะมุ่งสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนี SET100 TRI พร้อมทั้งส่งเสริมให้บริษัทในดัชนี SET100 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม

สำหรับกลยุทธ์ กองทุนจะคัดเลือกหุ้นที่ช่วยให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกและอุณหภูมิพอร์ตต่ำกว่าดัชนี SET100 TRI (Benchmark) ซึ่งจะเน้นเพิ่มน้ำหนัก  หุ้นที่มีแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกชัดเจน (Ice Cubes) และลดน้ำหนัก  หุ้นที่ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจน (Burning Logs)

708557615_1452604960240497_6548194544132590886_n.jpg

ทั้งนี้ บลจ. มีการพิจารณาหุ้นจากเป้าหมาย ผลการดำเนินงาน แผนในอนาคต และความน่าเชื่อถือของข้อมูลก๊าซเรือนกระจกร่วมกับที่ปรึกษาการลงทุนที่เป็นพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญระดับโลก (Lombard Odier Investment Managers) โดย ณ สิ้นปี 2568 อุณหภูมิของพอร์ตสามารถบรรลุเป้าหมายไม่เกิน 2% ได้ และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้มากกว่า Benchmark ถึง 10.19% ด้วยกัน

เรียกได้ว่า นี่คือโอกาสทองที่นักลงทุนจะได้ผลประโยชน์ถึง 3 ต่อ ได้ทั้งหุ้นไทยศักยภาพสูง, ได้ทั้งเกราะกำบังความเสี่ยงภาษีคาร์บอน และยังได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีอีกด้วย​

ที่มา: บลจ.กสิกรไทย 
ข้อมูล ณ วันที่ 20 พฤษภาคม2569​

คำเตือน : กองทุนนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน​




Yes
5/20/2026
0
situation