6/8/2026

ภาวะโลกเดือด อีกสาเหตุที่ทำให้ 'ค่าครองชีพสูงขึ้น' ...เพราะอะไร?


เวลาเราพูดถึง “ค่าครองชีพสูงขึ้น” หลายคนอาจนึกถึงเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน ค่าแรง หรือภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน แต่ความจริงแล้ว ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยที่กำลังทำให้ต้นทุนชีวิตของเราแพงขึ้นเรื่อย ๆ

นั่นคือ ภาวะโลกเดือด 

เพราะเมื่อสภาพอากาศแปรปรวนมากขึ้น ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่สิ่งแวดล้อม แต่ยังย้อนกลับมาอยู่ในค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของเราอีกด้วย แล้วจะมีค่าอะไรบ้าง เราไปสำรวจพร้อมกัน

- ราคาอาหาร 
เมื่อเกิดภัยแล้ง น้ำท่วม หรือคลื่นความร้อนบ่อยขึ้น ผลผลิตทางการเกษตรก็มีโอกาสเสียหายมากขึ้น
พอผลผลิตลดลง ต้นทุนวัตถุดิบก็เพิ่ม และอาจสะท้อนกลับมาเป็นราคาอาหารที่แพงขึ้น

- ค่าไฟ 
อากาศที่ร้อนจัด ทำให้คนใช้เครื่องปรับอากาศและระบบทำความเย็นมากขึ้น ความต้องการใช้ไฟฟ้าจึงสูงตามไปด้วย
โดยสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ระบุว่า ในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ เช่น อินโดนีเซีย สัดส่วนการครอบครองเครื่องปรับอากาศอาจเพิ่มจาก 14% ในปี 2023 เป็น 85% ภายในปี 2050

ขณะที่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จำนวนเครื่องปรับอากาศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึง 9 เท่าระหว่างปี 2020 ถึง 2040

- ต้นทุนการขนส่งและห่วงโซ่อุปทาน 
เมื่อสภาพอากาศแปรปรวนมากขึ้น การขนส่งและห่วงโซ่อุปทานก็มีโอกาสหยุดชะงักมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นถนนถูกน้ำท่วม ท่าเรือหยุดชะงักหรือวัตถุดิบมาส่งล่าช้า

ทั้งหมดนี้คือต้นทุนที่ธุรกิจต้องแบกรับ และบางส่วนอาจถูกส่งต่อมายังราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน

- ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ 
คลื่นความร้อน มลพิษ และโรคที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ อาจทำให้ผู้คนมีความเสี่ยงด้านสุขภาพมากขึ้น

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ประเมินว่า ในช่วงปี 2030 ถึง 2050 วิกฤตสภาพภูมิอากาศอาจทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นราว 250,000 คนต่อปี จากสาเหตุหลัก เช่น ภาวะทุพโภชนาการ โรคมาลาเรีย โรคท้องร่วง และความเครียดจากความร้อน

ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดคำว่า Climateflation หรือเงินเฟ้อที่มีต้นตอมาจากวิกฤตภูมิอากาศ 

พูดง่าย ๆ คือ โลกเดือด ไม่ได้เป็นแค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็น “ต้นทุนใหม่” ที่ซ่อนอยู่ในค่าใช้จ่ายของเรา

และเรื่องนี้ไม่ได้กระทบแค่ผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังกระทบถึงเรื่องของการลงทุนด้วย

เพราะเมื่อราคาอาหาร พลังงาน การขนส่ง และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงขึ้น ธุรกิจก็ต้องเผชิญกับต้นทุนที่ผันผวนมากขึ้นตามไปด้วย

ดังนั้น ในมุมของนักลงทุน ธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับ ESG จึงมีแต้มต่อในระยะยาว เพราะช่วยให้รับมือต้นทุนพลังงาน ความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน และกฎระเบียบสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น พร้อมเพิ่มโอกาสดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในระยะยาว

716530382_1460833302750996_8137945906919894067_n.jpg

สำหรับนักลงทุนที่อยากเข้าถึงบริษัทไทยที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และเป้าหมาย Net Zero บลจ.กสิกรไทย ขอแนะนำ 2 กองทุน ThaiESG

🟢 𝐊-𝐁𝐋𝟑𝟎-𝐓𝐡𝐚𝐢𝐄𝐒𝐆
กองทุนผสมหุ้นและตราสารหนี้ ESG
ลงทุนหุ้นไทยเฉลี่ยไม่เกิน 30% ที่มีคะแนน SET ESG Rating อยู่ในระดับ AAA มากกว่า 50% และลงทุนในตราสารหนี้ Investment Grade ทั้งภาครัฐและเอกชน

🟢 𝐊-𝐓𝐍𝐙-𝐓𝐡𝐚𝐢𝐄𝐒𝐆
กองทุนนี้เน้นลงทุนในหุ้นไทยที่มีเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Target Net Zero) โดยลงทุนในหุ้น ESG ขนาดใหญ่ใน SET100 เพื่อให้ผลตอบแทนใกล้เคียง SET100TRI

สุดท้ายแล้ว ในวันที่โลกเดือดกำลังกลายเป็นต้นทุนของชีวิต นักลงทุนจึงไม่อาจมองแค่บริษัทที่เติบโตได้เร็วเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองหาบริษัทที่เติบโตได้อย่างยั่งยืนควบคู่ไปด้วย

ที่มา: บลจ.กสิกรไทย 
ข้อมูล ณ วันที่ 8 มิถุนายน 2569​

คำเตือน : กองทุนนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน​



Yes
6/8/2026
0
situation