ช่วงนี้หลายคนน่าจะรู้สึกเหมือนกันว่า อากาศไม่ได้แค่ “ร้อน” แต่ร้อนจนการใช้ชีวิตประจำวันเริ่มยากขึ้นเรื่อย ๆ หลายพื้นที่ของเอเชีย อุณหภูมิพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 40 องศาปลาย ๆ
นี่อาจไม่ใช่แค่หน้าร้อนที่ร้อนกว่าปกติ แต่เป็นสัญญาณของวิกฤตภูมิอากาศที่ใกล้ตัวกว่าที่เราคิด
ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังจับตาการกลับมาของ “เอลนีโญ” รอบใหม่ โดยเฉพาะเอลนีโญที่อาจรุนแรงกว่าปกติ หรือที่หลายคนเรียกกันว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบ 140 ปีเลยทีเดียว
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ซูเปอร์เอลนีโญ คือปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิผิวน้ำในสูงขึ้นอย่างน้อย 2 องศาเซลเซียสเหนือค่าเฉลี่ย
ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องของทะเลที่อยู่ไกลตัว แต่จริง ๆ แล้ว เมื่ออุณหภูมิของมหาสมุทรเปลี่ยน ระบบลม ฝน และสภาพอากาศทั่วโลก ก็เปลี่ยนตามไปด้วย
ที่ผ่านมา ทุกครั้งที่โลกเจอกับเอลนีโญระดับรุนแรง ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องอากาศ แต่ลามไปถึงอาหาร พลังงาน การขนส่ง ซัปพลายเชน และเศรษฐกิจโลกด้วย ตัวอย่างเช่น
ซูเปอร์เอลนีโญปี 1982-1983
ในยุคนั้น เทคโนโลยีพยากรณ์อากาศยังไม่แม่นยำเหมือนทุกวันนี้ หลายประเทศจึงแทบไม่มีเวลารับมือ
ผลที่ตามมาคือ อเมริกาใต้เจอน้ำท่วมรุนแรง อเมริกาเหนือเจอพายุและหิมะตกหนัก ส่วนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียต้องเผชิญภัยแล้งและไฟป่า
ต่อมาคือซูเปอร์เอลนีโญปี 1997-1998
ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์เอลนีโญที่รุนแรงที่สุดเท่าที่โลกเคยบันทึกมาในยุคนั้น
ทั่วโลกต้องเผชิญทั้งภัยแล้ง ฝนตกหนัก ไฟป่า คลื่นความร้อน และความเสียหายทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ
ส่วนซูเปอร์เอลนีโญปี 2015-2016
เกิดขึ้นในช่วงที่โลกกำลังร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว
ผลที่ตามมาคือ อุณหภูมิโลกพุ่งทำสถิติสูง เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่ ผลผลิตทางการเกษตรในหลายประเทศลดลง และต้นทุนทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อมองย้อนกลับไป จะเห็นว่า ซูเปอร์เอลนีโญไม่ใช่แค่เรื่องของสภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อ “ต้นทุน” ในระบบเศรษฐกิจ
เพราะถ้าฝนทิ้งช่วง หรือภัยแล้งรุนแรงขึ้น ผลผลิตเกษตรอาจลดลง เมื่อผลผลิตลดลง ราคาวัตถุดิบอาหารก็มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น และเมื่อราคาอาหารสูงขึ้น แรงกดดันต่อเงินเฟ้อก็อาจตามมา
ในอีกด้านหนึ่ง คลื่นความร้อน ไฟป่า พายุ หรือน้ำท่วม
ก็อาจกระทบถนน ท่าเรือ โรงงาน ระบบไฟฟ้า และเส้นทางขนส่ง ทำให้ต้นทุนของภาคธุรกิจผันผวนมากขึ้น
ภาคท่องเที่ยวและประมงก็มีความเสี่ยงเช่นกัน เพราะอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น อาจกระทบระบบนิเวศทางทะเล แนวปะการัง และรายได้ของชุมชนชายฝั่ง
ทั้งหมดนี้ทำให้สภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวของนักลงทุนอีกต่อไป เพราะในโลกที่อากาศแปรปรวนมากขึ้น บริษัทที่บริหารต้นทุนด้านพลังงาน และซัปพลายเชนได้ดีกว่า อาจเป็นบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันดีกว่าในระยะยาว
KAsset ขอแนะนำ 2 กองทุนรักษ์โลก
ลงทุนในหุ้นทั่วโลกที่มีศักยภาพ แนวโน้มเติบโตสูง และมีความยั่งยืน
กองทุนเน้น 3 ธีมหลัก ได้แก่ พลังงาน พื้นดิน-มหาสมุทร และวัสดุ ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกัน หรือช่วยลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเน้นบริษัทที่ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านด้าน Climate Change, Decarbonisation, Electrification และ Net Zero
เน้นลงทุนในบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ส่งผลเชิงบวก (positive impact) กับโลกนี้ และมีแนวโน้มสร้างผลการดำเนินงานที่ดีในระยะยาว
เริ่มต้นลงทุนรักษ์โลกเพียง 500 บาท ผ่านแอปฯ K-My Funds