ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ ตลาดหุ้นไทยเผชิญกับสภาวะ Side-way จนดูเหมือนจะหลุดจากความสนใจของนักลงทุนไปอยู่ไม่น้อย
โดยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนี้ก็มาจากทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนทางการเมือง ที่ล้วนแต่กดดันบรรยากาศการลงทุนไม่น้อย สิ่งที่ต้องคิดกันต่อก็คือ…
ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมเช่นนี้ นักลงทุนควรวางแผนอย่างไร ?
ในจังหวะที่การคาดหวังผลกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) กลายเป็นเรื่องยาก KAsset มองว่าโอกาสในหุ้นไทยไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่เราต้อง “เปลี่ยนเลนส์” ในการมองหาผลตอบแทน
โดยสิ่งที่นักลงทุนควรโฟกัสในเวลานี้คือ "การสร้างกระแสเงินสด (Cash Flow)" เพื่อหล่อเลี้ยงสภาพคล่องให้พอร์ตลงทุนสามารถเติบโตได้ท่ามกลางความผันผวน ซึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์ในสถานการณ์นี้ก็คือ "หุ้นปันผล" นั่นเอง
แล้วทำไม “หุ้นปันผล” ถึงน่าสนใจ และยังได้ไปต่อในปี 2569
1) มีฐานธุรกิจแกร่ง
ส่วนใหญ่หุ้นที่มีปันผล มักจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีรายได้มั่นคง มีฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง จึงมีความผันผวนของราคาที่ต่ำกว่าตลาด
2) มีกำไรต่อเนื่อง
บริษัทเหล่านี้ มักจะมีความสามารถในการจ่ายปันผลสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดอย่างสม่ำเสมอ สามารถให้ผลตอบแทนได้แม้ในยามที่เศรษฐกิจชะลอตัว
3) เป็นเกราะป้องกันได้
เนื่องจากหุ้นปันผล มักจะมีความทนทานต่อวัฏจักรเศรษฐกิจได้ดีกว่า เมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่ม Growth หรือ Mid-Small Cap ที่ราคาอาจผันผวนตามวัฏจักรเศรษฐกิจ นั่นเอง
นอกจากนี้ เมื่อย้อนดูผลตอบแทนจากดัชนี SET เทียบกับ SETHD ก็จะพบว่า ผลตอบแทนจากดัชนี SETHD สูงกว่าดัชนีของ SET อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564-2568 ด้วย
อย่าง 2 ปีล่าสุด 2567 และ 2568 ผลตอบแทนจากดัชนี SETHD อยู่ที่ 8.4% และ 11.3% ตามลำดับ ในขณะที่ SET ให้ผลตอบแทนอยู่ที่เพียง 2.3% และ -6% (ที่มา บลจ.กสิกรไทย ธันวาคม 2568)
ดังนั้นแล้ว ในระหว่างที่เรากำลังรอความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับคืนมา นักลงทุนก็สามารถสับเปลี่ยนกองทุนมายังกองทุนหุ้นปันผลไทยคุณภาพดี ที่จะให้ผลตอบแทนกลับมาได้อย่างสม่ำเสมอ อย่างกองทุน K-VALUE ได้ !
สำคัญมาก ! ทั้งนี้ บลจ.กสิกรไทยมีแผนที่จะควบรวม กองทุนหุ้นไทย ได้แก่ K-FEQ, K-EQUITY, RKF4, และ K-MIDSMALL มายังกองทุน K-VALUE ทาง KAsset จึงอยากขอเชิญชวนนักลงทุนที่มองเห็นโอกาสได้รับผลตอบแทนกับกองทุนหุ้นปันผล มาร่วมลงมติอนุมัติในการควบรวมกองทุนดังกล่าว มายังกองทุนปลายทางคือ K-VALUE เพื่อให้ง่ายและสะดวกต่อการลงทุนของนักลงทุนเองในอนาคต
โดยการควบรวมนี้ นักลงทุนจะได้รับประโยชน์ ก็คือ…
1. มีโอกาสรับผลตอบแทนที่เหมาะสม ภายใต้ภาวะตลาดหุ้นไทยที่เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป
2. มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้อีกด้วย
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการ “ลงมติ” ควบรวมกองทุน ระยะเวลาในการใช้สิทธิออกเสียงลงมติ ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม - 27 กุมภาพันธ์ 2569 >>คลิก<<